ความรู้ด้านสุขภาพจิตที่มีการค้นหาบ่อย และน่าสนใจ

ภายใน Blog นี้ มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์มากมายจำนวนหลายร้อยบทความ

บางบทความนั้นเป็นที่นิยมและค้นหาได้ง่ายโดยใช้ Keywords ค้นจาก Google หรือแม้แต่ค้นหาจากช่องค้นหาด้านบนขวาของ Blog นี้เอง บทความเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ปรากฎภายใต้หัวข้อ “บทความยอดนิยม”  ใน Menu ทางด้านขวามือของ Blog นี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีบทความอื่นๆที่มีประโยชน์และมีผู้นิยมอ่านเช่นกัน ทีมงานจึงขอแนะนำบทความดังกล่าวข้างล่างนี้

บทความแนะนำ

โรคประหม่ากังวลต่อหน้าสังคม

วิธีรักษา “นอนไม่หลับ” โดยไม่ใช้ยานอนหลับ

20 คำถามที่ควรรู้ เกี่ยวกับการนอนของคุณ

อะไรคือโรคจิต

โรคจิต/โรคประสาท

เมื่อไรจึงควรไปพบจิตแพทย์

เหตุผลที่เราควรไปพบจิตแพทย์

คนสุขภาพจิตดีเป็นอย่างไร อย่างไรคือคนปกติ?

เมื่อไรควรพาเด็กมาปรึกษาจิตแพทย์เด็ก

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่1: ยาต้านเศร้า ยาต้านโรคจิต ยาทำให้อารมณ์คงที่)

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่2: ยาคลายกังวล/นอนหลับ)

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่3: คำถามที่พบบ่อย)

โรคทางจิตเวช: ไม่ทานยาได้ไหม?

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (1) : ความรู้ทั่วไป

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (2) : ยาต้านเศร้า

โรคจิตเภท (Schizophrenia)

ทำไมคนเราถึงเป็นโรคจิตได้

โรคหลงผิด (Delusional Disorder)

อย่างไรถึงเรียกว่า…โรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า (ถาม-ตอบ)

โรควิตกกังวล

โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorders)

ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน

หญิงเก่งกับอาการเศร้าแฝง

โรคแพนิค (Panic)

โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder)

“โรคชอบเปรียบเทียบ”

เจ้าชู้

เราจะช่วยเหลือเขา (คนอยากตาย) อย่างไร

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ”การฆ่าตัวตาย”

ทำไมเด็กเก่งคิดฆ่าตัวตาย?

โรคติดการพนัน (Pathological Gambling)

ปัญหาสุขภาพจิตจากการติดการพนันฟุตบอล

ป่วยกายป่วยใจ จากภัยโรคคิดไปเอง (Hypochondriasis)

วิตกจริต : “คิด”จนป่วย

โรคดึงผมตัวเอง

โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

ย้ำคิดย้ำทำหรือรอบคอบ ความเหมือน…ที่แตกต่าง

โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder, PTSD)

อยู่กับความเครียดอย่างไร

วิธีโน้มน้าวคนใกล้ชิดไปพบจิตแพทย์

รับมือกับ…ความเจ็บปวดและการป่วยเรื้อรัง

รับมือกับ…ความสูญเสีย

วิธีลดทุกข์เมื่อชีวิตล้มเหลว

“อิฐที่ไม่ดี 2 ก้อน” กับการเห็นคุณค่าของตัวเอง

คุณค่าของชีวิต

คิดจะเป็นคนดี

เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างมีคุณภาพ (เลี้ยงลูกตามลำพัง)

ปิดทางเสี่ยง ก่อนลูกมี”อาการทางจิต”

ทำอย่างไรเมื่อลูกเอาแต่ใจตัวเอง

พูดกับลูกไม่รู้เรื่อง

“เด็กดื้อ”…สาเหตุและการแก้ไข

เพศศึกษา ล้อมคอกก่อนวัวหาย

ปัญหาวัยรุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์

คุยเรื่องเพศกับลูก

ลูกสาวแต่งตัวหวาดเสียว

การป้องกันลูกสาวไม่ให้ตกเป็นภรรยาน้อย

20 วิธี เป็นพ่อแบบ “อู้ฮู…หนูรักพ่อจัง”

(ให้)อิสระ(กับลูก)…แค่ไหนดี

เลี้ยงเด็กด้วยวิธีใด ก็ได้เด็กเป็นคนเช่นนั้น

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้ติดเกม

เด็กก้าวร้าว

พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกติดยาเสพติด ?

เด็กติดยาเสพติด

ข้อคิดดีๆที่จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง ลึกซึ้งและยืนยาว

4 อย่า..เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่

สิ่งที่แม่ต้องการจากพ่อ

แต่งงานดีไหม หรือโสดดีกว่า?

การเลือกคู่ครอง

เขารักเราหรือเปล่า?

สาวๆ อย่าเลือกผู้ชายที่”ใจเป็นโรค”(นิสัย 2 อย่างที่ไม่ควรเอามาเป็นสามี)

ภาวะพึ่งพิง (Dependency)

อกหัก ก็หายได้

อยู่อย่างไรให้รอด เมื่อเราสองต่าง “ฐานะ”

เมื่อ”เมียเก่งกว่า”อยู่อย่างไรให้ไร้ปัญหา

ถ้าจำเป็นต้องหย่าร้าง

อากัปกิริยาของพวกอยากมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ (ฟันแล้วจะทิ้ง)

มีเซ็กซ์เมื่อถึงวัยอันควร (ความรัก ความใคร่…ชายหญิงไม่เหมือนกัน)

อยู่ก่อนแต่ง แต่งก่อนอยู่ ?

คุณป่วยเป็นโรคติดเซ็กซ์หรือไม่ (Sex Addict)

สวิงกิ้ง…เข้าขั้นโรคจิตหรือไม่

ความจริงที่เกี่ยวกับ เรื่องเงินและความสุข

อยู่อย่างไรให้เป็นสุขในวัยสูงอายุ

ปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

เมื่อไหร่ควรสงสัยว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม

รับมือโรคหลงลืม…สมองเสื่อมก่อนจะสาย

วิธีดูแลพ่อแม่

การดูแลด้านจิตใจในผู้ป่วยระยะสุดท้าย

วิธีพูดเพื่อส่งคนใกล้ตายให้ไปดี

ความคิดและจิตใจของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gifted Children)

ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน (school refusal) หรือ โรคกลัวโรงเรียน (school phobia)

เมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

โรค LD (Learning Disorder)

เมื่อลูกมีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะช่วยได้อย่างไร

โรคสมาธิสั้น (ADHD)

ผู้ใหญ่เป็นสมาธิสั้นได้หรือไม่‬?

จิตแพทย์คือใคร ต่างจากนักจิตวิทยาอย่างไร

จิตแพทย์ทำอะไรบ้าง?

คำถามแรกจัดเป็นปัญหาโลกแตก และในชีวิตจริงก็โดนเรียกสลับกันบ่อยๆ
เรียกนักจิตวิทยาว่าหมอบ้าง เรียกหมอว่านักจิตวิทยาบ้าง  แม้กระทั่งสื่อต่างๆ ยังลงผิดกันเป็นประจำ

จิตแพทย์คืออะไร???

หมอที่หลายๆคนกลัว ไม่อยากไปเจอโดยเด็ดขาด ….. หากถามว่าจิตแพทย์คืออะไร

ตามพจนานุกรมบอกว่า จิตแพทย์ (Psychiatrist) คือ แพทย์ผู้รักษาโรคทางจิต ซึ่งมีอาการแสดงความรู้สึก ความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ

หากเอาตามนิยามแพทยสภา จิตแพทย์ คือ แพทย์ผู้ที่ผ่านการอบรม สอบได้วุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตร ทางด้านจิตเวช

ดังนั้นเส้นทางของการเป็นจิตแพทย์คือ เรียนแพทย์ทั่วไป (6 ปี) —> (+/- ไปทำงานเพิ่มพูนทักษะในต่างจังหวัดหรือที่เรียกสั้นๆว่า ใช้ทุน อีก1-3ปี) —> จากนั้นเรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตเวช (Psychiatry) ต่ออีก 3 ปีสำหรับจิตแพทย์ทั่วไป (หรือเรียกกันว่าจิตแพทย์ผู้ใหญ่) หรือ 4 ปีสำหรับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
สรุปคือกว่าจะจบเป็นจิตแพทย์ได้ต้องเรียนมา”อย่างน้อย” 9 ปีครับ ”

เวลาเจอจิตแพทย์หน้าตาเด็กๆ ให้นึกไว้นะครับว่า เค้าเรียนมาอย่างน้อยๆ ก็ปาไป 9 ปีแล้วครับ อายุอาจไม่เด็กเท่าหน้า
จะเห็นว่าจิตแพทย์เองก็ต้องจบแพทย์มาก่อน จึงมีความรู้ความสามารถในระดับแพทย์ทั่วไปด้วย จึงรักษาโรคทั่วๆ ไป อย่างเป็นหวัด เบาหวาน ความดัน ฯลฯ ได้ครับ (ผมเคยเจอคนไข้ถามว่า หมอรักษาความดันสูงได้ด้วยเหรอ ”)

ส่วนนักจิตวิทยา (Psychologist) นั้นไม่ได้เป็นแพทย์
แต่เป็นผู้ที่ศึกษาจบสาขาจิตวิทยา (Psychology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ โดยใช้เวลาเรียน 4 ปีสำหรับระดับปริญญาตรี
ในประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเปิดสอนจำนวนมาก เช่น คณะจิตวิทยาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
ซึ่งนักจิตฯ เองก็มีหลายสาขาความถนัด เช่นกัน เช่น-นักจิตวิทยาคลินิก : เรียนหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี สาขาจิตวิทยาคลินิค ต่อด้วยหลักสูตรอบรมอีก 6 เดือน และสอบเพื่อให้ได้ใบประกอบโรคศิลปสาขาจิตวิทยาคลินิก เป็นต้น

———————-

” ไม่ได้บ้า จะไปหาจิตแพทย์ทำไม “

หากพูดถึงคำว่า “บ้า” ที่ใช้กันทั่วๆไปนั้น .. เอาจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทางการแพทย์มันจะหมายถึงอะไรกันแน่? เข้าใจเอาเองว่าในความหมายของคนส่วนใหญ่ น่าจะหมายถึงผู้ป่วยจิตเภท (schizophrenia) คือมีหูแว่ว ประสาทหลอน หวาดระแวง มีท่าทางแปลกๆ (ในกรณีที่เป็นหนักๆ)
ถามว่าต้องเป็นผู้ป่วยจิตเภทเท่านั้นหรือที่ควรพบจิตแพทย์ หรือในอีกนัยหนึ่ง คือ จิตแพทย์ตรวจได้แต่โรคจิตเภทเท่านั้น?! … คงบอกว่าไม่ใช่ และคงไม่ต้องรอให้เป็นอะไรมากๆ จนเรียกว่า “บ้า” แล้วค่อยไปพบจิตแพทย์

จิตแพทย์รักษาอะไร หรือทำอะไรได้บ้าง

หลักๆนั้นคงแบ่งได้เป็น

1. ให้คำปรึกษา แนะนำ
ในกรณีคือไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้เป็นโรคอะไร ก็สามารถรับคำปรึกษาได้ ที่มีปรึกษากันบ่อย ๆ ได้แก่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาเรื่องลูก ปัญหาการเรียน ปัญหาชีวิตคู่ ปรึกษาก่อนแต่งงาน (premarital counseling) ปัญหาความขัดแย้งในใจ … โดยพบว่าถ้าเป็นจิตแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์ก็มักจะได้ตำแหน่งพ่วงเป็นที่ปรึกษาสำหรับนักศึกษาไปด้วย เป็นต้น

2. โรคทางจิตเวช (Psychiatric disorders)
ยกตัวอย่างโรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรควิตกกังวล โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของ “สารสื่อประสาท” (neurotransmitter) ในสมอง

3. โรคทางระบบประสาท (Neurology) และประสาทจิตเวช (Neuropsychiatry)
กลุ่มนี้มักเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ทราบว่าจิตแพทย์ยุคใหม่ก็สามารถตรวจรักษาได้ และว่ากันตามจริงแม้แต่แพทย์ด้วยกันเองบางทีก็ยังไม่รู้
โรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคที่เกิดจากความผิดปกติ”โครงสร้าง”บางส่วนของสมอง แล้วมีผลทำให้เกิดปัญหาเรื่องอารมณ์ พฤติกรรมและอาการทางจิต ยกตัวอย่างเช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ภาวะบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic brain injury) เป็นต้น
อย่างทุกวันนี้ผมเอง(ซึ่งเป็นจิตแพทย์) ก็เป็นคนดูแลคลินิกความจำอยู่

4. เป็นส่วนหนึ่งในทีมรักษาร่วมกับแพทย์สาขาอื่นๆ
ในปัจจุบันจิตแพทย์มักเป็นถูกรวมเข้าในทีมการรักษาต่างๆ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาในแบบองค์รวม ยกตัวอย่าง เช่น หน่วยผู้ป่วยวาระสุดท้าย (end of life care) , หน่วยรักษาความเจ็บปวด (pain unit) , การปลูกถ่ายอวัยวะ (organ transplantation) หน่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke unit) เป็นต้น ซึ่งจะประกอบด้วยแพทย์หลายสาขาร่วมกันดูแล และที่มักจะขาดไม่ได้คือจิตแพทย์ด้วย
ดังนั้นหากใครไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ แล้วพบว่ามีจิตแพทย์เดินป้วนเปี้ยนไปดู ท่านก็อย่าแปลกใจเลยนะครับ เพราะอย่างที่บอกเป็นการช่วยกันดูแลแบบเป็นทีม-หลายแผนก (ผมเคยเดินไปดูแล้วคนไข้ไม่ยอมคุยด้วยบอกว่าไม่ได้บ้ามาทำไม ” )

ดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าบทบาทของจิตแพทย์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำว่า ”บ้า”เท่านั้น แต่หากเป็นอย่างอื่น หรือไม่เป็นอะไรเลยแค่อยากปรึกษา ก็สามารถไปพบจิตแพทย์ได้

ผู้เขียนเองอยากให้ประเทศไทย เป็นเหมือนอย่างในอเมริกาหรือประเทศทางตะวันตก ที่การไปพบจิตแพทย์นั้นเป็นเรื่องปกติไม่ได้แปลกอะไร เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

และสุดท้ายอย่าลืมนะครับว่าจิตแพทย์ก็ไม่ได้รักษาได้แต่โรคจิตเภทเท่านั้น ยังสามารถรักษาโรคอื่น ๆ ได้อีกมาก (ถ้ารักษาได้แค่โรคเดียวจะเรียนกันทำไมตั้ง 3 ปี)

บทความโดย หมอคลองหลวง จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งะประเทศไทย

บุคคลที่ทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น

หมอเคยถามจิตแพทย์รุ่นพี่ที่เพิ่งมีลูกคนแรกว่า การมีลูกทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปไหม “พอได้มาเป็นแม่แล้ว ที่เคยหงุดหงิดแม่ ก็กลายเป็นเข้าใจ ไม่ถือสา อย่างงั้นรึเปล่า?”

“ก็ไม่นะ” พี่หยุดไปเล็กน้อย .. หมอแปลกใจนิดหน่อย เมื่อกี๊ถามชงไปเพราะคิดว่าใช่แน่

“แต่มันทำให้พี่อยากเป็นคนที่ดีขึ้นมากกว่า”

ใครๆก็อยากเป็นคนดี…
แต่ แรงจูงใจไหน จะมีพลังให้เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากเท่า “คนที่เรารัก”

10561537_550751778362176_1591347645276091832_n

= = = เพราะลูก คุณจึง = = =

..ค้นพบว่าตัวเองสามารถอดนอน และอดทนได้อย่างเหลือเชื่อ

..พยายามจัดการอารมณ์โกรธของตัวเอง ก่อนจะไปจัดการลูกที่อาละวาด ดิ้นพราดๆอยู่กับพื้น

..รักษาคำพูด สัญญาในสิ่งที่คุณให้ได้ เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักรอ

..หนักแน่น ไม่ใจอ่อนง่ายๆในเรื่องที่ไม่สมควรปล่อย เพราะเล็งเห็นประโยชน์ของการปฏิเสธนี้ในอนาคต มากกว่าความสบาย(ของตัวเอง)ในการตามใจลูกในวันนี้

..อดกลั้นต่อความอยากที่จะเข้าไปบอก เข้าไปจัดการแทน เพราะคุณอยากให้ลูกเรียนรู้ที่จะตัดสินใจ และรับผิดชอบ

..มีสติมากกว่าเดิม ก่อนจะพูด ก่อนจะทำอะไร เพราะนั่นอาจกลายเป็นความทรงจำที่ดี หรือสิ่งที่ฝังใจลูกก็ได้

..รู้จักความคาดหวังและความผิดหวัง เพราะไม่ว่าคุณจะเลี้ยงเขาด้วยความตั้งใจอันดีเพียงใด คุณก็ย่อมผิดพลาดบ้าง และ ลูกก็ไม่อาจ ทำหรือเป็น ได้ดั่งใจ คุณทุกประการ … ซึ่งเป็นเรื่องปกติ : )

วันเวลาที่ผ่านไป แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แต่ลูกเท่านั้นที่เติบโตขึ้น
แต่คุณเอง ก็ “เติบโต” ขึ้นด้วยเช่นกัน – เป็นคนที่มีวุฒิภาวะกว่าเดิม เป็นคนที่น่ารักขึ้น
ทั้งหมดเป็นเพราะลูกหยิบยื่น “โอกาส” นี้ให้
และคุณก็ได้ใช้มันอย่างดีที่สุด

การเป็นพ่อแม่คือการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ต่อโลกใบนี้จริงๆค่ะ

บทความโดย หมอมีฟ้า จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

รูปจาก http://yourdailydoseofchi.com/wp-content/uploads/2011/09/mom-and-baby-hands.jpg

สอนลูกให้มองบวก

ทุกครั้งเวลาที่ผมรู้สึกว่าเริ่ม “หมดมุก” ไม่รู้จะเขียนอะไร วิธีในการหาเรื่องเขียนวิธีหนึ่งคือ การพยายามนึกถึงว่าเด็กที่จะโตไปเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีได้นั้น ควรจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ว่าแล้วก็นึกได้ว่ามีเรื่องนึงที่ยังไม่เคยพูดถึงเลยคือ “การมองโลกในแง่ดี” หรือ positive thinking ครับ

อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่า คือการสอนลูกให้เป็นคน “โลกสวย” น่ะหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ

เพราะการมองโลกในแง่ดีนั้นมีหลายแบบ แต่แบบที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นคือ การมองหาสิ่งดีๆที่มีอยู่จริง จากเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหา และ เพื่อให้ชีวิตสามารถเดินหน้าต่อไปได้ครับ

ที่ต้องเน้นว่าเป็นสิ่งดีๆที่มีอยู่จริงก็เพราะว่า การที่เราพยายามคิดอะไรดีๆขึ้นมาโดยที่ไม่มีมูลความจริง

เช่น หากคุณบอกลูกว่า “ที่เพื่อนชอบมาตบหัวหนูทุกวัน เขาอาจจะแค่อยากเล่นกับหนูก็ได้นะลูก” หรือ

หากคุณบอกกับเพื่อนของคุณว่า “ที่แฟนเธอแอบไปมีกิ๊กอยู่บ่อยๆ นั่นเขาอาจจะแค่เผลอไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้นะ”

10384820_306113039570070_3037226762710022011_n

สำหรับผมแบบนี้ไม่ได้เรียกว่า “มองโลกในแง่ดี” แต่เรียกว่า “หลอกตัวเอง” ซึ่งการคิดแบบนี้มักจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่ครับ

โดยตัวอย่างของการมองมุมบวกแบบไม่หลอกตัวเอง ได้แก่

1.เรายังเหลืออะไรอยู่บ้าง

หรือที่เราเรียกว่าเทคนิค “น้ำครึ่งแก้ว” นั่นคือ การมองว่าเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับเรานั้นจริงๆแล้วมันไม่ได้พรากทุกอย่างไปจากเรา

เช่น หากคลื่นสึนามิพัดบ้านเราหายไป เราก็ยังมีอวัยวะเหลืออยู่ครบ 32

หรือหากขาขวาของเราขาดไปด้วย เราก็ยังเหลือขาซ้าย

หากขาซ้ายก็ขาดไปอีก เราก็ยังเหลือแขน 2 ข้าง

และถ้าแขนทั้ง 2 ข้างก็ขาด เราก็ยังเหลือหัวอยู่ครับ

หรือถ้าหัวของเราก็ขาดไปด้วย ก็แปลว่าเราคงไม่ต้องคิดอะไรมากแล้วครับ

2.โชคดีที่เรื่องที่แย่กว่านี้ไม่เกิดขึ้น

การคิดแบบนี้จะคล้ายกับข้อแรก แต่จะเป็นการมองว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลวร้ายไปกว่านี้ เช่น

หากคุณจับได้ว่าแฟนนั้นแอบไปมีกิ๊ก ก่อนที่คุณจะแต่งงานกับเขา คุณก็สามารถบอกตัวเองได้เลยครับว่า
“โชคดี ที่รู้ก่อนแต่ง”

หรือ ถ้าหากคุณเพิ่งแต่งงานกับเขาได้ไม่ถึง 1 เดือน แล้วเขามีกิ๊ก คุณก็สามารถบอกตัวเองได้อีกครับว่า
“โชคดี ที่รู้ก่อนที่จะมีลูก”

หรือ ถ้าคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 1 คน แล้วเขามีกิ๊ก คุณก็ยังสามารถบอกตัวเองได้ครับว่า

“โชคดี ที่รู้ตอนมีลูกแค่คนเดียว” (ถ้าเลิกกันก็ยังพอที่จะเลี้ยงเองได้)

และแน่นอนครับว่า หากคุณจับได้ว่าเขามีกิ๊ก ตอนคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 3,152 คน ก็ย่อมดีกว่าที่คุณจะไปจับได้ตอนที่คุณมีลูกกับเขา 3,153 คนครับ

3.เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นนี้ “สอน” อะไรเราบ้าง

เชื่อมั้ยครับว่าทุกครั้งที่เราต้อง “สูญเสีย” อะไรบางอย่างไป ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน โอกาสในชีวิต หรือ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราก็มักจะได้ ความรู้ หรือ ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้นมาด้วยเสมอ

เช่น การเผลอเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ จนไฟไหม้บ้านนั้นจะทำให้เรารู้ว่า “เราควรปิดวาว์ลแก๊สทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จ”

การให้เพื่อนสนิทยืมเงิน แล้วเพื่อนไม่คืน จนเลิกคบกัน สอนให้เรารู้ว่า “เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร”

การกินเหล้าจนเมาแอ๋แล้วไปขับรถ จนรถชนพังยับไปทั้งคันนั้น ก็สอนให้เรารู้อีกว่า “เมาไม่ขับ”

โดยสิ่งที่คุณต้องเสียไปนั้น จริงๆแล้วมันคือ “ค่าเล่าเรียน” ที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อให้ได้ความรู้ หรือ ประสบการณ์ชีวิตอันล้ำค่านั้นมาครับ

และแน่นอนครับว่าค่าเล่าเรียนที่คุณต้องจ่ายนั้นมักจะมีราคาแพง นั่นเป็นเพราะว่าคุณได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก นั่นคือ “มหาลัยชีวิต” นั่นเองครับ

ดังนั้นเมื่อเสียค่าเล่าเรียนไปแล้ว ก็อย่าลืมนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายๆซ้ำรอยเดิมอีกนะครับ

เพราะหากคุณยังคงคิดแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่ชีวิตคุณจะกลับมาเจอปัญหาแบบเดิมๆ และเมื่อนั้นคุณอาจจะต้องจ่าย “ค่าเล่าเรียน” ซ่อมเสริมอีกรอบนึงครับ

บทความโดยซ หมอตั้ม จาก facebook เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ

Cr:ภาพจาก http://pixgood.com/thinking-kid.html

ทุกข์ใหญ่ทุกข์เล็ก (ทุกข์จะใหญ่จะเล็ก ขึ้นกับใจเรา)

ทุกคนล้วนไม่อยากมี “ทุกข์”
แต่เพราะ โลก……ไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา “โลกจึง….. ไม่ได้ดั่งใจเรา” ทุกประการ เราจึงทุกข์

ทุกข์จะเล็ก จะใหญ่ ขึ้นกับอะไร
ส่วนหนึ่งขึ้นกับปัจจัยภายนอก ระดับเหตุการณ์ความร้ายแรง เหตุการณ์ยิ่งร้ายแรงมาก โอกาสที่เราจะเกิดทุกข์ใหญ่ยิ่งมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด……

หลายคนคงเคยเห็นนะคะ ว่า มีผู้คนมากมาย ที่เขาประสบเหตุเภทภัยร้ายแรงในชีวิต แต่หลายครั้ง เรากลับพบว่าเขาเหล่านั้นยังยิ้มได้ แม้หัวใจยังมีความเจ็บปวดอยู่ มีความเศร้าอยู่ แต่ก็พร้อมจะสู้ พร้อมจะยืนหยัด ที่จะใช้ชีวิตต่อไป อย่างเข้มแข็ง อย่างสง่างาม

ขณะที่บางคน เจอเรื่องราวเล็กน้อยที่ทำให้ทุกข์ แต่ใจเขากลับทุกข์มาก ทุกข์กว่าคนที่เจอทุกข์ใหญ่เสียอีก

อะไรเล่า ที่ทำให้ทุกข์ใหญ่ หรือ ทุกข์เล็ก
ปัจจัยภายนอก…..อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ปัจจัยภายใน …….อาจมีผลอยู่ไม่น้อย
ดั่งคำโบราณบอกว่า “สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ”

10320443_523990997704921_8305787809943663051_n

เราลองมาดูกันนะคะ ว่า “สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ” คืออะไร
ก่อนอื่นเรามารู้จักว่า ใจทำงานอย่างไรบ้าง และ ทำลักษณะไหนทำให้ “ใจเป็นทุกข์ ” ทำลักษณะไหนทำให้ “ใจเป็นสุข”

1. ตีความ หรือ แปลความ

(หรือ ภาษาสมัยนี้ เรียกว่า มโน ค่ะ)

คนแต่ละคน จะตีความ แปลความ เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนกัน การตีความไปต่างแบบ ย่อมมีผลกับจิตใจต่างกัน

คนที่มักตีความ หรือ มโน เรื่องราวต่างๆ ไปทางด้านลบ ใจก็มีโอกาสเป็นทุกข์ได้มาก เช่น เพื่อนวันนี้ไม่ทักเรา ถ้าเราถนัดตีความด้านลบ อาจแปลว่า เพื่อนไม่ชอบหน้าเรา เกลียดเรา บางคนคิดเลยเถิดไปใหญ่โต ว่าเราเป็นคนไร้ค่า เป็นคนน่ารังเกียจ….เท่านั้นแหละ ความทุกข์ ก็มาเยี่ยมมาเยือนที่เรือนใจทันที

สิ่งที่ช่วยได้คือการกลับมา รู้ทันการตีความ / มโน (ทั้งด้านบวก ด้านลบ) นะคะ ก่อนที่จะถูก มโน “หลอก” เราค่ะ การมโนไปด้านบวกมากไป อาจจะทำให้สุขชั่วขณะ แต่สุดท้าย ก็อาจทำให้เจ็บ….เพราะผิดหวัง ได้เช่นกันนะคะ การรู้ทันมโน และ มองตามความเป็นจริงดีที่สุดค่ะ

2. คาดหวัง
ความคาดหวัง….ยิ่งสูง ยิ่ง……ทำให้ทุกข์มาก
เราคาดหวังกับอะไร เราก็จะทุกข์จากสิ่งนั้น
เราคาดหวังเพื่อนมาก เราก็ทุกข์จากเพื่อนมาก
เราคาดหวังพ่อแม่มาก เราก็ทุกข์จากพ่อแม่มาก
เราคาดหวังแฟนมาก เราก็ทุกข์จากแฟนมาก
เราคาดหวังตัวเองมาก เราก็ทุกข์จากตัวเองมาก

ความคาดหวังอยู่ที่ไหน ความทุกข์ก็รออยู่ที่นั่น ค่ะ ความคาดหวัง หลายครั้งก็ก่อให้เกิดสิ่งดีๆนะคะ เพียงแต่คนที่ต้องแบก “ความคาดหวังไว้มากๆ” จะไม่ไหวอ่ะค่ะ หนักเกินอ่ะค่ะ ให้ดีคือ ควรมีแต่พอดีๆนะคะ

สิ่งที่ช่วยได้คือ
ถ้าความคาดหวังนั้น ทำให้ยิ่งทุกข์ยิ่งหนัก เราต้องลองกลับมาทบทวนความคาดหวัง นั้นใหม่นะคะ ว่าคาดหวังมากไปหรือเปล่า? เกินจริงไปหรือเปล่า ? แล้วปรับให้พอดีๆ ตามความเป็นจริงมากขึ้นค่ะ

3. อัตตาตัวตน
ตัวตนยิ่งสูง ความทุกข์ยิ่งมาก
ยึดทุกอย่างเป็น ”ฉัน “ เป็น “ของฉัน” ไปหมด
เช่น ยึดตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง
ยึดคน คนนี้ คนนั้นเป็นของฉัน
ยึดข้าวของ หวงข้าวหวงของ เป็นของฉัน….

ยิ่งถือกรรมสิทธิ์ “ยึดครอง” มากเท่าไหร่ “ความทุกข์ก็จะยิ่งทวีคูณ” ตามการยึดครองนะคะ

ในความเป็นจริงเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา โลกใบนี้ หมุนของมันเอง ไม่มีเรา โลกใบนี้ก็ยังหมุนต่อไปได้

การยึดตัวตนมาก เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางมาก เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดทุกข์ เปล่าๆค่ะ

สิ่งที่ช่วยได้คือ
ฝึกการปล่อยวาง “ ตัวเรา ของเรา” ลงบ้าง เราอาจพบสิ่งที่มีค่ากว่า คือ “ความสุข” ที่ทวีคูณขึ้นค่ะ

3 ข้อที่ผ่านมา ใจยิ่งทำงานแบบนั้นมาก ……ยิ่งทุกข์มาก
แต่ในข้อที่ 4 และ 5 ใจยิ่งทำงานแบบนี้มาก ….ความทุกข์กลับลดลงค่ะ
เราลองมาดูกันนะคะ ว่า ใจทำงานอย่างไร “ทุกข์ใหญ่” จึงกลายเป็น “ทุกข์เล็ก” ได้ค่ะ

4. ยอมรับ
ยอมรับ….ตามความเป็นจริง
การสามารถยอมรับสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้ จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากค่ะ และแม้หลายครั้งจะเจอทุกข์ใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ความทุกข์ก็ลดลงไปมากทีเดียวค่ะ

ยอมรับว่า โลกนี้…ไม่ได้ดั่งใจเรา จาก “ทุกข์ใหญ่” ก็กลายเป็น “ทุกข์เล็ก” ไปได้ค่ะ

ยิ่งเราสามารถยอมรับ สิ่งต่างๆ ความผิดหวัง ในชีวิตได้มากขึ้นเท่าไร ใจเราก็ยิ่งทุกข์น้อยลงเรื่อยๆเท่านั้นค่ะ

5 . เรียนรู้จาก “ชีวิต”
วิกฤติ คือ โอกาส นะคะ
ทุก ความทุกข์ ความเจ็บปวด ให้บทเรียนชีวิตที่มีค่าเสมอ ลองมองคุณค่า……ที่เราได้จากความทุกข์ ความทุกข์ให้อะไรมากกว่าที่เราเห็นในตอนแรก ลองมองมันใหม่ แล้วเราจะพบว่า ความทุกข์สอนอะไร เรามากกว่าความสุข ทำให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล และสวยงามมากขึ้น

จนหลายครั้ง เมื่อมองย้อนกลับไป ….. เราอาจต้องขอบคุณความทุกข์นั้น ที่ทำให้เรามีสิ่งดีๆในวันนี้ค่ะ

สุข ทุกข์ ส่วนหนึ่ง อยู่ที่ใจนะคะ เราแก้ผลกระทบภายนอกไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ผลกระทบภายในใจเราได้ค่ะ

ดังนั้น ทุกข์จะใหญ่ จะเล็ก…….ขึ้นอยู่กับการรับมือของใจเราเองนะคะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  รพ.รามาธิบดี

ภาพจาก http://konkhangwat.blogspot.com/2013/09/blog-post_20.htmlต7

คำแนะนำสำหรับการสัมภาษณ์งานหรือสมัครเรียนต่อ

มีหลายคนขอคำแนะนำว่า เวลาไปสมัครงาน สมัครเรียนต่อ ต้องถูกสัมภาษณ์ จะเตรียมตัวอย่างไร
คำแนะนำนี้เคยให้น้องๆบางคนไปบ้างแล้ว ตอนจะมาสมัครแพทย์ประจำบ้าน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นทั่วไปเช่นกัน
ลองนำไปคิดดูนะครับ

10445109_550007325103288_1269937490548163395_n

[ 1. เตรียมตัวล่วงหน้า Get Ready ]
การมาสมัครของเราจะมีคุณค่ามากถ้าได้เตรียมตัว และแสดงให้กรรมการเห็นอย่างพอเหมาะว่าเราเตรียมตัวมาดี เช่น รู้ข้อมูลเชิงลึกของที่นั้น คงไม่ต้องนับขั้นบันได จำนวนต้นไม้นะครับ
ควรรู้อะไรที่แสดงกึ๋นของเรา จุดเด่นของสถาบัน เช่น อาจารย์ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่เป็น idol ที่ทำให้เราประทับใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น และสิ่งที่เราต้องการ ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

[ 2. แสดงตัวตนจริง Do Not Fake ]
เปิดเผยตัวเอง บรรยายชีวิตตนเองได้อย่างกระชับ แสดงสรรพคุณที่ดีได้อย่างไม่น่าเกลียด ให้มีทั้งข้อดีและสิ่งที่อยากพัฒนา แต่เน้นที่จุดเด่น ที่แสดงประจักษ์ เช่น ได้รางวัล คำชม หรือเป็นที่ยอมรับ
ขอให้แสดงตัวตนจริง อย่าใส่ไข่ อย่าให้เวอร์จนเหมือนการอวดตัวเอง หรือถ่อมตัวเกินไปจนขาดความมั่นใจ อย่าให้รู้สึกว่าเราไม่ภูมิใจตนเอง ตรงนี้ต้องการให้กรรมการสัมภาษณ์เห็นว่าเราเป็นคนที่พิจารณาตนเองอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตัวเอง
ควรมีเรื่องที่เล่าประกอบได้ว่าภาคภูมิใจตัวเองเรื่องใด และ เตรียมเรื่องที่ทำผิดพลาดไว้ด้วย เพราะตามปกติคนเราต้องมีผิดพลาดบ้าง แต่ได้เรียนรู้อะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร
ข้อด้อยของตัวเอง ควรเป็นเรื่องที่พัฒนาได้ และแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่าอยากพัฒนาตนเองในเรื่องนี้จริง
การนำเสนอตัวเองที่ไม่เป็นความจริง มักตามมาด้วยฝันร้ายเสมอ เช่น กรรมการมักจับได้ (กรรมการมีทักษะในการตรวจสอบเรื่องนี้มากครับ) ทำให้ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจ เสียความรู้สึกกันไปนานครับ
ถึงเข้ามาได้ก็ปิดบังได้ไม่นาน … เปิดเผยตัวตนจริงดีกว่าครับ ซื่อๆใสๆ จริงใจ ดูดีกว่าเยอะ

[ 3. บอกความต้องการ Show What You Want ]
อย่าอายที่จะบอกความต้องการตนเอง
แสดงเจตนาอย่างแรงกล้า ว่าต้องการอะไร เพราะอะไร เรียงลำดับความสำคัญ โดยโยงสิ่งที่ตนเองขาด เช่น ต้องการความรู้ ทักษะ ประสบการณ์
บอกด้วยว่าสิ่งที่ต้องการนั้นจะได้มาอย่างไร สามารถทำได้จริง เช่น มีความรู้ความสามารถพื้นฐานเดิมเพียงพอ มีเวลา สิ่งที่ต้องการนั้นตรงกับจุดเด่นของสถาบันที่สมัคร
บอกเหตุผลหลักๆที่เลือก รวมถึงแรงบันดาลใจ ที่อาจมาจากประสบการณ์ที่ประทับใจในอดีต

- ข้อ 3 นี้แยกไม่ได้จากข้อ 4 -

[ 4. จะให้อะไร Show What to Give ]
แสดงความตั้งใจที่จะให้อะไร เพื่อประโยชน์ของสถาบัน เช่น ใช้จุดเด่นของตัว ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จะให้เวลา ความรู้ ความสามารถ ทุ่มเท มีส่วนร่วม หรือถึงกับเสียสละตนเอง เพื่อให้สถาบันประสบความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ ขอให้แสดงอย่างจริงใจนะครับ ให้พอเหมาะ ตรงกับสมรรถนะหลักของเรา

- 3 และ 4 จะเป็น win-win situation ครับ -

[ 5. บอกแผนการชีวิต Share Your Roadmap ]
แสดงความเป็นตัวตน ที่มีคุณค่า เป้าหมายชีวิตเราจะทำอะไรต่อไป จะนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิต เพิ่มคุณค่าตนเอง สร้างสรรค์ ทำประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว ประเทศชาติ ส่วนรวมและมนุษยชาติอย่างไร
ข้อนี้เตรียมไว้ให้ดี เผื่อจะมีการถาม ถ้าไม่ถามแต่มีเวลา ลองแสดงตัวตนตรงนี้ จะดูดีมากครับ
ถ้า roadmap ของเราตรงกับ vision ของสถาบันที่จะรับเรา จะโดนใจมากครับ

[ 6. เป็นธรรมชาติ Just Be Yourself ]
เตรียมทั้งหมดแล้ว อย่าฝืนตัวเองถ้าไม่ใช่เราเลย ไม่ต้องปิดบังตัวเอง แสดงสิ่งที่เป็นตัวเราจริงเท่านั้น ทุกคนมีดี หาตัวเองให้เจอครับ

[ 7. ยอมรับความจริง Everything happens for a Reason ]
ถ้าสัมภาษณ์ครั้งนี้แล้วไม่ได้ โลกไม่ได้ถล่มทลาย ชีวิตยังดำเนินต่อไป

เราอาจไม่เหมาะกันจริงๆ แต่ไม่ใช่ความผิดของใคร … just mismatch …

ขอให้ประสบความสำเร็จทุกคนครับ

“Job Interview that works” โดย ผศ.นพ.พนม เกตุมาน
อาจารย์จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รูปจาก http://englishwithatwist.com/wp-content/uploads/2013/08/Blog_get-a-job.jpg

4 ความ: ที่ลูกควรมีก่อนเป็นวัยรุ่น

ที่ผมนึกจะเขียนเรื่องนี้ เพราะได้ยินว่าช่วงนี้ละครโทรทัศน์เรื่อง “ฮอร์โมน 2” กำลังฉายอยู่

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยได้ดู เพราะเวลาไม่อำนวย บวกกับ ไม่ค่อยชอบดูอะไรที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ชีวิตคน” สักเท่าไหร่ (เพราะฟังจากคนไข้มาเยอะแล้วครับ)

แต่เนื่องจากเป็นละครที่ยกตัวอย่างพฤติกรรมและปัญหาของวัยรุ่นได้ดี ในฐานะที่ดูแลคนไข้วัยรุ่นมาก็มาก จึงอยากที่จะขอเสนอ 4 คุณลักษณะที่จะเป็น “เกราะป้องกัน” ชั้นดีเพื่อช่วยไม่ให้เด็กๆที่กำลังจะโตไปเป็นวัยรุ่นนั้นต้องพบเจอกับสารพัดปัญหาชีวิตอย่างน้องๆในละคร ซึ่งคุณลักษณะที่ว่านี้ได้แก่

10527456_305212922993415_2866659129211788388_n

1.ความรับผิดชอบ

เพราะเป้าหมายในการเลี้ยงดูเด็กวัยรุ่นที่สำคัญอันหนึ่งคือ “การเตรียมตัวเขาให้พร้อมที่จะไปเป็นผู้ใหญ่” ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่นั้นต่างจากเด็กก็คือการมี “ความรับผิดชอบ” นั่นเองครับ

โดยนิยามของความรับผิดชอบก็คือ การรู้ว่า หน้าที่ของตัวเอง ณ ตอนนี้ มีอะไรบ้าง และ สามารถทำมันได้อย่างไม่บกพร่อง ซึ่งมีหลายด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นต่อ ตัวเอง ครอบครัว การเรียน การทำงาน สังคม ประเทศชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้น

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ความรับผิดชอบใน “ผล” ของการกระทำของตัวเอง โดยไม่ต้องให้คนอื่นมาตามแก้ไขให้

ยกตัวอย่าง เช่น หากคุณตัดสินใจที่จะซื้อรถยนต์ราคา 20 ล้านบาท ก็เป็นหน้าที่ของ “คุณ” ที่จะหาเงินจำนวนนั้นมาจ่าย อย่างนี้เรียกว่าคุณนั้นมีความรับผิดชอบแบบ “ผู้ใหญ่” ครับ

แต่หากคุณซื้อรถคันนั้นมา แล้ว ใช้วิธีไปขอร้อง(แกมบังคับ) ให้พ่อแม่ของคุณช่วยจ่ายให้(พร้อมค่าซ่อมบำรุง +ประกันชั้น 1 + พรบ. + เครื่องเสียง + ของแต่ง + ค่าน้ำมัน ) ก็แปลว่าคุณนั้นมีความรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ยังเป็นแบบ “เด็กๆ”ครับ

ดังนั้นเทคนิคหนึ่งในการจัดการเมื่อลูกนั้น อยากที่จะได้นี่ได้นั่นซึ่งคุณเห็นแล้วว่าไม่สมควร เช่น อยากได้โทรศัพท์รุ่นใหม่ คอมพิวเตอร์สเปคเทพ หรือ กระเป๋าถือไฮโซ คุณก็สามารถที่จะบอกลูกได้ครับว่า “สิ่งที่ลูกอยากได้นั้น พ่อแม่เห็นว่าไม่สมควร แต่ถ้าลูกอยากได้จริงๆ ก็คงต้อง “จ่ายเอง”

2.ความภาคภูมิใจในตนเอง

เนื่องจากเด็กที่รู้ตัวว่าตัวเองนั้น เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และ เป็นที่รักของผู้อื่น เวลาที่จะตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรนั้น เขาก็มักจะต้องคิดหนัก เพราะว่าเขาอาจจะต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้เป็นคนเก่ง คนดี หรือ อาจจะทำให้คนที่รักเขานั้นต้องเสียใจหรือผิดหวัง

ซึ่งก็จะต่างจากเด็กแบบที่ “ไม่มีอะไรจะเสีย” คือ เด็กที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรดี ไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่มีใครชื่นชม จะทำดีหรือทำชั่วชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ทำให้เวลาที่จะต้องตัดสินใจทำสิ่งใดนั้น เขาจะไม่ค่อยมีอะไรที่จะต้องนำมาคิดพิจารณา จึงทำให้การกระทำความผิดนั้นง่ายขึ้นครับ

ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กที่ “ไม่มีอะไรจะเสีย” ก็ควรเลี้ยงดูลูกให้มีความภาคภูมิใจในตนเองนะครับ ซึ่งวิธีการก็สามารถกลับไปอ่านในบทความเก่าๆของเพจได้ครับ

3.ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่

เนื่องจากมีเด็กจำนวนหนึ่งที่เป็นเด็ก “ ดี๊ดี” แต่มีชีวิตที่ “โคตรเหงา” ไม่ว่าจะเกิดจากการไม่สามารถพูดคุยกับพ่อแม่ได้ หรือ คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ฯลฯ

และเมื่อเขาโตขึ้นเป็นวัยรุ่น “ความเหงา” แบบเด็กๆก็จะกลายไปเป็น “ความโหยหาปรารถนาในรักแท้ เฝ้ารอแค่ใครสักคนมาเติมเต็ม”แบบหนุ่มสาว

ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อคนที่จะมาเติมเต็มนั้นคือ ไอ้หนุ่มที่มีความรับผิดชอบแบบ “เด็กๆ” นอกจากความรักแล้ว ลูกก็อาจจะได้อย่างอื่นเป็นของแถมด้วยครับ

สำหรับวิธีที่จะสร้างสัมพันธ์กับลูกก็ไม่มีอะไรมากครับ เพียงคุณมี “เวลา” ให้เขา และ “พูดคุยกับเขาดีๆ”ให้เป็น ซึ่งวิธีพูดคุยกับลูกก็เคยเขียนไปแล้วเหมือนกันครับ

4.ความมีวินัย

เพราะ การที่ลูกนั้นเป็นคนรักษาสัญญา ปฏิบัติตามข้อตกลง กฏระเบียบของครอบครัวและสังคม ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เขานั้นไปมีพฤติกรรมเสี่ยง และ แน่นอนว่าก็เป็นเรื่องที่ “ยากมว๊ากกก” หากจะมาเริ่มฝึกวินัยกันตอนลูกเข้าวัยรุ่น เพราะต้องไม่ลืมว่าวัยรุ่นคือ วัยที่รักอิสระ อยากลอง อยากทำอะไรด้วยตนเอง และ ไม่ชอบการถูกบังคับ

จึงเป็นที่มาว่าเพราะเหตุใด เราจึงควรฝึกวินัยลูกตั้งแต่อายุยังน้อย ( ประมาณ3 ขวบ) และ ยิ่งคุณพ่อคุณแม่ได้ส่งเสริมให้ลูกนั้นมี ข้อ 1+2+3 มาก่อนหน้าที่ลูกจะเป็นวัยรุ่น ก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะพูดคุยและ “ต่อรอง” กับลูกในเรื่องของกฏเกณฑ์ต่างๆได้ง่ายขึ้นครับ

สำหรับวิธีฝึกลูกให้มีวินัย(ตั้งแต่เล็กๆ)นั้นก็ไม่ยากครับ เพียงคุณแค่กำหนดให้ชัดว่า หน้าที่ของเขาในแต่ละวันนั้นต้องทำอะไรบ้าง และ กฏระเบียบในบ้านของเรานั้นมีอะไรบ้าง โดยเมื่อเขาไม่ทำตาม ก็ขอให้กลับไปอ่าน วิธีปราบเด็กดื้อทั้ง 4 ตอนที่เคยเขียนไปแล้วครับ (สำหรับเด็กโต รอก่อนนะครับ กำลังเขียนอยู่ครับ)

ท้ายที่สุดนี้ หากเป็นไปได้ก็อยากจะฝากคนเขียนบท “ฮอร์โมน 3” ให้ลองเปลี่ยนแนวเป็นว่าน้องสไปร์ทถูกสัตว์ประหลาดจากต่างดาวจับตัวไป แล้วน้องไผ่กับเพื่อนๆก็ช่วยกันสร้างหุ่นยนต์ยักษ์ไปต่อสู้ รับรองว่าผมจะตามดูทุกตอนเลยครับ

บทความโดย: หมอตั้ม จาก facebook เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ

Cr : ภาพจาก http://ministry-to-children.com/3-ways-to-help-preteens-with-peer-pressure/

เวลาของฉันมาถึงแล้ว

เวลาของฉันมาถึงแล้ว

“My time has come.”

หลายคนอาจนึกไปถึงช่วงเวลาโอกาสทองของชีวิตที่มาถึง
ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่เรากำลังจะรุ่งเรือง สมปรารถนากับอะไรสักอย่าง

แต่ “My time has come.”
“เวลาของฉันมาถึงแล้ว”
ประโยคนี้ที่กล่าวในภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง กังฟู แพนด้า ภาค 1

กลับมีนัยยะที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
เป็นประโยคที่อาจารย์เต่าอุกเว กล่าวลากับ ฉีฟู่ ศิษย์ของตน
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต……
ก่อนที่จะลาจาก โลกนี้ไปตลอดกาล……

maxresdefault

ช่วงเวลาอื่นๆของชีวิต แม้จะยิ่งใหญ่
แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตกลับสำคัญกว่า
เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างเปี่ยมล้น ทั้งกับตัวเราเองและ กับคนที่รักเรา

“เวลาของฉันมาถึงแล้ว”
ไม่แต่อาจารย์อุกเวเท่านั้นที่พบช่วงเวลานี้

เราทุกคนย่อมมีช่วงเวลานี้มาถึงสักวัน
ไม่มีใครปฏิเสธ หรือ หนีพ้นได้

เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่า เวลานั้นของเราจะมาถึงเมื่อไหร่…

ดังภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้า อะไรจะมาก่อนกัน”

เราและทุกๆคนที่เรารู้จัก …..
ไม่มีใครรู้ว่า การเปิดประตูออกจากบ้านครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
การพูดกับคนที่เรารักครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
การกินข้าวมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายหรือไม่
การหัวเราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
ไม่มีใครตอบได้ ทั้งตัวเรา และ คนที่รักเรา

และเมื่อ เวลานั้น “เวลาของเรา” มาถึงแล้ว

เราอยากให้เวลานั้นของเราเป็นเช่นไร

หลายคนอาจคิดและรู้สึกไปต่างๆนานา

แต่สิ่งหนึ่่งที่พบร่วมกันในทุกชาติทุกภาษา
ในวินาทีนั้น ล้วนต้องการสิ่งเดียวกัน คือ
การจากไป พร้อมกับใจที่ผ่อนคลาย สบาย สงบ
ไม่รู้สึกเจ็บปวด ติดค้าง เสียดาย เสียใจกับอะไร

ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับอะไร ?

ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับ “วันนี้”

เพราะ “วันนี้” เป็นวันเริ่มต้นของชีวิตที่เหลือ

การเตรียม”วันนี้”ให้ดีที่สุด
จะเป็นโอกาสที่จะทำให้วันสุดท้ายของเราเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเช่นกัน

เพราะ “อนาคต” เป็น ผลลัพธ์ของ “ปัจจุบัน”

“วันนั้น” ก็เป็นผลลัพธ์จาก สิ่งที่เราทำใน “วันนี้”

การเตรียม “วันนี้” ให้ดีที่สุดทำอย่างไร ?

ดังข้อมูลเหล่านี้

Bronnie Ware พยาบาลชาวออสเตรเลีย ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต
ได้รวบรวมข้อมูลความต้องการก่อนเสียชีวิตไว้อย่างมากมาย

เธอพบว่า 5 อันดับแรก ที่คนใกล้เสียชีวิตรู้สึกเสียดาย และ เสียใจ คือ

1. เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ

หลายคนใช้ทั้งชีวิตทำตามความคาดหวังของคนอื่นตลอดเวลา
จนไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการจริงๆสักที จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

2. ทำงานหนักจนลืมครอบครัว ลืมคนที่เรารักและรักเรา

หลายคนให้เวลาในชีวิตไปกับเรื่องงาน เรื่องสังคม และ เรื่องคนอื่นๆ
(ที่สุดท้ายก็ไม่ได้มีความหมายมากมายในชีวิต) เป็นหลัก
จนละเลยคนที่เรารัก และ รักเรา

เมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หลายคน รู้สึกเสียใจ

3. เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึก โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก

หลายคนรู้สึกอัดอั้นตันใจ ติดค้างอยู่ในใจ และ ขมขื่นมาก
ที่ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

4. เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนอย่างคุ้มค่า

หลายคนเมื่อถึงเวลาสุดท้าย มิตรภาพเก่าๆ
ได้หวนกลับมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง

และรู้สึกเสียดายเมื่อตอนที่มีโอกาสได้ละเลยสิ่งนี้ไป

5. เสียใจที่ไม่ได้เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

หลายคนใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างอมทุกข์
เพราะความกลัวจึงไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
หรือ ไม่เคยอนุญาตให้ตนมีความสุข เพราะ เข้มงวดกับตนเองมากเกินไป
หรือ เพราะความโกรธแค้นฝังใจ จึงหาความสุขทางใจไม่ได้เลย

เมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้าย จึงรู้สึกเสียดายโอกาสในชีวิตที่ตนไม่ได้เคยใช้ชีวิตจริงๆสักที
(แต่กลับถูกชีวิตใช้มาโดยตลอด)

จาก 5 สิ่งที่กล่าวมา สิ่งที่มีคุณค่าและความหมายกลับไม่ใช่สิ่งภายนอกหรือสังคมอะไรเลย
กลับเป็น ตัวเอง และ คนที่เรารัก

เมื่อ”วันนี้” เรายังมีโอกาส
เราที่ยังมีชีวิตอยู่
เราที่ยังหายใจ
เราที่ยังทำอะไรต่ออะไรได้

ใช้โอกาสที่ยังมีนี้ให้คุ้มค่า ทั้งกับตัวเราเอง และ คนที่เรารัก

เพราะที่สุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือ
ความสุข และ ความอิ่มใจในชีวิต

ซึ่งความสุข และความอิ่มใจในชีวิต เกิดจาก
– การได้ดูแลตัวเอง
– การได้ดูแลคนที่เรารัก
– ได้ทำสิ่งที่รู้สึกมีคุณค่า

ลองกลับมาทบทวนนะคะ ว่า “วันนี้ เรา ทำแล้วหรือยัง” นะคะ

เพราะ เมื่อ “เวลานั้นของเรามาถึง”
จะได้เป็นเวลาที่งดงามที่สุดสำหรับเราจริงๆค่ะ

เพราะเรารู้สึกอิ่มใจในชีวิตแล้วค่ะ

ก่อนที่…….
“My time has come”

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

เครดิตภาพ: http://www.youtube.com/watch?v=0c9sI2-TDS0

ยอมรับความเจ็บปวดแล้วจะเจ็บปวดน้อยลง

หนึ่งในอาการที่ทำให้คนไข้ทนไม่ไหว ถึงไม่ชอบโรงพยาบาลยังไงก็ต้องตัดสินใจไปหาหมอก็คืออาการปวด
สำหรับจิตแพทย์นั้น คนไข้ก็พกพาความทุกข์มาพบ หรืออาการ”ปวดใจ”

แม้ว่าจะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ความรู้สึกปวดใจนี้ก็มีอยู่จริง….และทุกคนเคยรู้สึก

10352880_526721410765213_9062896670121343590_n

สาเหตุของอาการปวดใจของคนไข้ที่หมอเจอบ่อย ก็คือการผิดหวังในความรัก
(จริงๆน่าจะเรียกว่าผิดหวังใน”คนรัก”มากกว่านะคะ ว่ามั้ย)
หลายๆคนอาจจะแปลกใจว่า อกหักนี่ถึงกับต้องหาจิตแพทย์เลยเรอะ!?

ส่วน มากคนไข้มาเพราะอาการนอนไม่หลับ ทานไม่ลง อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ซึ่งเป็นอาการที่ถือว่าปกติในภาวะอกหัก โดยเฉพาะช่วงแรกๆ (เป็นเรื่องดีนะคะ ที่ไม่ไปซื้อยาทานเอง ส่วนคนที่มีอาการมากกว่านี้ เข้าข่ายโรคซึมเศร้า ก็มีบ้างเหมือนกันค่ะ)

ความทรมานกายในเรื่องนอนไม่หลับนั้นแก้ไม่ยากค่ะ
ออกกำลังกาย, กำหนดลมหายใจ และได้ยาที่เหมาะสมสักหน่อยก็หลับได้แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้คนไข้ทรมานใจสุดๆก็คือ “ความคิดถึง”
ภาพเก่าๆ ความทรงจำดีๆ ยิ่งมีมากแค่ไหนก็ยิ่งเจ็บใจตัวเองมากเท่านั้น
ทำไมๆๆๆเราต้องคิดถึงเขาด้วย? มียาอะไรทำให้ไม่คิดถึงเขาไหมคะ/ครับ?
อยากจะหายไวๆ.. ไม่อยากอยู่ในสภาพนี้..

การคิดถึงคนที่ทิ้งกันไปนั้นเจ็บปวดประมาณนึง
แต่สิ่งที่ทำให้คุณทรมานมากขึ้นไปอีกก็คือ “ความไม่อยากจะคิดถึง” ต่างหาก

ถ้าเลิกกันแล้วคุณไม่คิดถึงเขา … ที่ผ่านมาก็คงไม่ใช่”ความรัก”
ถ้ามียาที่ทำให้ไม่คิดถึงใครได้ … หมอก็คงกินเองก่อนแล้วล่ะค่ะ 555+

มันเป็นธรรมชาติของการอกหักค่ะ
ไม่ต่างกันกับตอนตกหลุมรักใหม่ๆ คุณก็คิดถึงเขาบ่อยๆโดยไม่ได้ตั้งใจและห้ามไม่ได้แบบนี้ใช่ไหม เพียงแค่คนละความรู้สึก

เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งความคิดถึง และความรู้สึกอื่นๆ ไม่ว่าเจ็บใจ แค้น ฯลฯ ก็จะค่อยๆจางลงไปอย่างช้าช้า
อย่า เฝ้าจับจ้องทุกวันว่าวันนี้ฉันคิดถึงเขาน้อยลงหรือยัง เพราะความรู้สึกมันลดลงทีละน้อยยย วันนี้กับพรุ่งนี้คุณจะไม่เห็นความแตกต่าง

แต่วันนี้กับสองอาทิตย์ที่แล้ว จะต่างกัน … วันนี้กับเดือนที่แล้ว ก็ต่างกัน
1-2อาทิตย์ค่อยทบทวนความคิดความรู้สึกตัวเองสักครั้งนึงก็พอแล้วค่ะ

แผลแต่ละประเภทใช้เวลาหายไม่เท่ากัน – ฟกช้ำ ผ่าตัด หมากัด รถล้ม
อกหักก็พอๆกับกระดูกหักล่ะค่ะ … เป็นเดือนๆ
แต่สุดท้าย … ก็หาย

ขอเพียงคุณ”ยอมรับธรรมชาติ”ของภาวะนั้นๆ ไม่ฝืน .. ไม่เร่ง … ไม่ต่อว่าตัวเองที่คิดถึง
เท่านี้คุณก็จะไม่ต้องเจ็บปวดเกินกว่าที่ควรแล้วค่ะ

บทความโดย หมอมีฟ้า จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

รูป จาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=642692719092452&set=a.603327403028984.1073741828.603313313030393&type=3&theater

 

ใส่ความเห็น

‘ซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัย

‘ซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัย
           ใครจะเชื่อว่าโรคฮิตที่พบมากในปัจจุบัน จะเป็นโรคทางจิตเวชศาสตร์ที่ชื่อว่า ‘โรคซึมเศร้า’ เพราะ ในช่วงหลังๆ มานี้ เราจะเห็นได้ว่า มีข่าวการฆ่าตัวตาย โดยมีผลมาจากโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมาก แท้จริงแล้วโรคชนิดนี้เป็นแบบไหน เกิดจากสาเหตุอะไร หากเป็นแล้วรักษาได้ไหม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรา หรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นโรคนี้
แขกรับเชิญในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ‘ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล’ จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาเป็นผู้ให้คำตอบและความรู้เกี่ยวกับ ‘โรคซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัยนี้

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร
          เมื่อพูดถึงโรคซึมเศร้า คุณหมอมาโนช บอกว่า ในโลกของจิตเวชนั้น เจอมากที่สุดคือ ‘โรคซึมเศร้า’ รองลงมาจึงเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งจริงๆ โรคนี้เป็นที่รู้จักมากว่า 100 ปีแล้ว เพียวแต่จะรู้เฉพาะในวงการแพทย์ แต่ตอนหลังก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้น จากเหตุของเรื่องการฆ่าตัวตาย
ที่มาของโรคนั้น ทั่วไปมักจะเข้าใจว่ามาจาก ‘ความกดดัน’ ซึ่งตรงนี้คุณหมอเองก็บอกว่า ‘ใช่’ หากแต่ยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
“ความกดดันทั้งจากครอบครัว การงาน การเรียน เรื่องพวกนี้ทำให้เราเสียใจและเศร้าใจได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคซึมเศร้า คนที่เป็นโรคนี้เป็นคนที่มีความเสี่ยงระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อมาเจอเรื่องพวกนี้เข้า จึงทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า”
โดยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้นั้น ก็มีทั้งเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของยีนที่ผิดปกติ เรื่องของฮอร์โมน ที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเลี้ยงดู หากมีการพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก ก็จะมีแนวโน้มความเสี่ยงสูงเช่นกัน
หลักๆ เลยโรคซึมเศร้า คือสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน ต่ำกว่าปกติ ทำ ให้การสื่อสารเซลล์ประสาททำงานได้ไม่ดีในบางส่วนของสมอง ซึ่งจริงๆ มีสารอีกหลายตัว แต่ตัวนี้คือตัวหลัก จึงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นมา
“เมื่อก่อนเราก็คิดว่าโรคนี้เกิดจากจิตใจ เพราะเครียด ซึ่งก็ใช่ แต่ก็มีอีกส่วนคือด้านชีวภาพ เมื่อเราเจอประสบเรื่องสูญเสีย ก็จะเป็นการกระตุ้นและกระทบกระเทือนต่อยีนที่สร้างสารเคมี พูดง่ายๆ เหมือนกับเป็นรอยแผลเป็น เมื่อเราโตขึ้นพอมีเรื่องอะไรไปกระตุ้น ตัวนี้มันก็ปล่อยสารที่ทำให้เกิดซึมเศร้าขึ้นมา โดยทุกคนสามารถเป็นโรคนี้ได้ เหมือนเบาหวาน เหมือนความดัน ที่นี้ ประเด็นคือ มันไม่มีตัวตรวจ lkiouh”

อาการของโรค
“หลักๆ ที่เห็นได้ชัดเลยคือ 1. อาการซึมเศร้า 2. เบื่อหน่าย สองข้อจะนี้มีเท่ากัน หรือมีข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ คนทั่วไปมักคิดว่า
คนเป็นโรคซึมเศร้าต้องเศร้าร้องไห้เสียใจ แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ร้องไห้ ซึมเศร้า แต่เป็นแบบเซ็ง เบื่อ ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีชีวิตชีวา เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่อยากไป อยู่ๆ ก็เบื่อไปหมด ไม่มีความเพลิดเพลินใจ”
สองข้อนี้คุณหมอบอกว่าเป็นอาการหลัก แต่ยังมีอาการทางด้านจิตใจคือ รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า เป็นภาระของคนอื่น ท้อแท้ หมดหวัง คิดอยากตาย สำหรับทางด้านร่างกายจะเป็นนอนไม่หลับ น้ำหนักลด เพลียๆ ไม่มีแรง บางคนก็จะหงุดหงิดง่าย

อาการของโรคในแต่ละวัยไม่เหมือนกัน
          สำหรับช่วงวัยของการเกิดโรคชนิดนี้นั้น คุณหมอบอกว่า สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่วัยที่พบมากมักจะเป็น ช่วงวัยทำงานหรือวัยกลางคน แต่ในอาการนั้นมีข้อแตกต่างกันบ้าง
ในเด็กเล็ก เด็กประถมนั้นก็มีเรื่องของโรคซึมเศร้าได้ แต่จะมีอาการในลักษณะ โยเย ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่แจ่มใส ไม่เล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย การเรียนแย่ลง ผอมลง
สำหรับวัยรุ่น อาการจะแสดงออกมาทั้งแบบตรงไปตรงมาคือ ออกมาในอาการของโรคซึมเศร้า และแบบที่ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งพ่อแม่มักไม่เข้าใจ เช่น ก้าวร้าว เกเร จากความที่เขารู้สึกว่า ตนเองไม่เป็นที่รักของใคร ไม่ มีใครต้องการ ไม่มีคุณค่า จึงทำให้แสดงออกมาในลักษณะการทำตัวให้ไม่มีคุณค่า ประชดชีวิต ใช้ชีวิตแบบมีความสุขของฉัน อยู่ไปวันๆ แบบไม่แคร์ใคร
“มีหลายรายที่พาลูกมาตรวจ เพราะบอกว่าเด็กที่บ้านมีปัญหา เด็กก้าวร้าวเกเร แต่จริงๆ แล้วคือเด็กเป็นซึมเศร้า รู้สึกพ่อแม่ไม่สนใจ มีแต่เรื่องทะเลาะกัน พอเข้ามหาวิทยาลัย วัยทำงาน ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างกดดันอีกแบบ ซึ่งก็แล้วแต่อาการของเขาเลยว่าจะมายังไง ในผู้สูงอายุมักจะเป็นเรื่องของความเหงา เพื่อนที่เริ่มล้มหายตายจาก ลูกเริ่มออกไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง”
คุณหมอยังได้เสริมอีกด้วยว่า ผู้สูงอายุมักจะมีอาการทางด้านร่างกายมากกว่าในวัยอื่น เช่น อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดหัว นอนไม่หลับ หรือนอนแล้วหลับไม่สนิท
“ผู้ใหญ่บางคนน้ำหนักลดเป็น 10 กิโล แล้วนึกว่าเป็นมะเร็งไปตรวจ หมดค่าตรวจเกือบแสน สรุปว่าไม่ได้เป็น จนส่งมาพบจิตแพทย์ ปรากฏว่า เป็นโรคซึมเศร้า”

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล
โรคซึมเศร้ากับการฆ่าตัวตาย
          “พอซึมเศร้าแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คนเราจะมีชีวิตไปทำไม แต่ที่เจอบ่อยคือ ซึมเศร้าร่วมกับพวกที่มีโรคเรื้อรังทางด้านกาย เช่น มะเร็ง เนื้องอก อัมพาต ซึ่งทำให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้ เพราะเขารู้สึกว่าภาระกับผู้อื่น อย่างอาชีพผู้พิพากษา ตำรวจ ทหาร คือ เราว่าเขาเป็นคนที่เข้มแข็ง ทำไมเขาฆ่าตัวตายได้ เพราะเมื่อเขาซึมเศร้า ก็เป็นภาวะความอ่อนแอในจิตใจ เก็บตัว ซึมลง พูดน้อยลง ไม่แจ่มใส ไม่ใช่เขาคนเดิม ตรงนี้ญาติๆ ก็ไม่รู้ ซึ่งถ้ารักษาก็จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

สังเกตตัวเองอย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า
           “สำคัญที่สุดคือ อาการจะต้องเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ขึ้นไป และเป็นแทบทุกวัน อันนี้ต่างจากเสียใจหรือผิดหวัง ทั้งอกหัก สอบตก ที่เป็นแค่ระยะสั้น อย่างเช่นเสียใจจากแฟนทิ้ง สองวันแฟนกลับมาบอกว่า เปลี่ยนใจแล้ว อาการก็หาย แต่ถ้าเป็นโรคซึมเศร้า เขาก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต่อให้แฟนกลับมาคืนดีก็ไม่หาย ไม่ดีขึ้น ยกตัวอย่าง คุณป้าท่านหนึ่ง เขาบอกว่าทุกทีที่ลูกพาหลานมาเยี่ยมจะมีความสุขมาก แต่พอเขาเป็นซึมเศร้า หลานมาก็รำคาญ ไม่อยากยุ่งกับใคร”
ดังนั้นสิ่งที่ต้องสังเกตคือ นิสัยเราเปลี่ยนไปจากเดิมไหม โดยอาจมีคนทักว่า ‘ทำไมเงียบลง ผอมลง ทำไมหมู่นี้ไม่พูดไม่จา ดูซึมๆ ไป’ สิ่ง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เราก็ต้องกลับมามองตัวเองว่า เปลี่ยนไปจริงรึไม่ ช่วงที่เริ่มเป็นแรกๆ อาจจะสังเกตไม่เห็น แต่เรื่อยๆ อาการจะเห็นชัดขึ้น อารมณ์ต่างๆ จะเหมือนกราฟที่ค่อยๆ ตกลงมา

 

 

ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน
           เมื่อไม่สบายย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิต หากแต่โรคนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ คุณหมอได้อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า
“หากเป็นคนที่ทำงานออฟฟิศ ใหม่ๆ ตอนที่มีอาการเริ่มต้น อาจเป็นการเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่แค่วันจันทร์นะ (หัวเราะ) แต่เป็นทุกวัน พอไปทำงานก็ไม่มีกระจิตกระใจทำงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่ยังพอฝืนใจไปทำงานได้ ถ้ามากขึ้น ตื่นมาก็เริ่มไม่รู้จะไปทำไม เริ่มเข้างานสาย พอเจ้านายเรียกเตือน ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ต่อตนเอง ก็จะเริ่มหายไปเป็นวัน ขาดงาน ถ้าเป็นแม่บ้านเสื้อผ้าก็กองเต็ม อาหารก็ไม่ทำ เป็นต้น”

เพราะพลังหายไป
จริงๆ คอนเซ็ปต์ของโรคนี้คือ ‘พลังมันหายไป’ แล้วพลังที่มีเอาไว้ทำอะไรบ้าง ก็มีเรื่องของความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน การทำงาน การเล่น ความรัก เราใช้พลังทั้งหมด และเมื่อพลังหายไป ก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร”

การตรวจรักษา
          คุณหมอแนะนำว่า สำหรับคนใกล้ชิดนั้นต้องสังเกตว่า เขาเปลี่ยนไปไหม แล้วที่บอกว่าเปลี่ยนนี้ดูว่าเขาแย่ลง เก็บตัวเงียบ ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า หรือเขามีอะไรอยากจะคุยหรือไม่ แล้วก็จึงค่อยๆ ประคับประคองให้ดีขึ้น หากสักพักแล้วอาการตกลงไปอีก หรือให้คำแนะนำแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ดีในที่นี้สามารถดูได้จาก 3 ด้านคือ 1. การงานแย่ลงหรือไม่ 2. สถานภาพแย่ลง เก็บตัวไม่พูดไม่คุยหรือไม่ 3. กิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือนอกเหนือจากเรื่องงาน อาทิ เรื่องของงานอดิเรกที่เคยทำหายไปหรือไม่ หากดูทั้ง 3 ด้าน และพูดคุยแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ควรจะพบแพทย์
ส่วนการตรวจรักษานั้น คุณหมอมาโนช ได้กล่าวถึงแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีทั้งหมด 9 ข้อ
(ทาง www.ramamental.com/phq9/) ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ถ้าทำแล้ว ‘เป็น’ ก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินอีกที เพราะว่านอกเหนือจากสภาพความกดดันแล้ว ยังมีเรื่องของยาบางตัวที่สามารถทำให้เกิดอาการนี้ จากการที่ทำให้สารเคมีในสมองบางตัวบกพร่อง หรือโรคทางด้านร่างกายบางอย่าง อาทิ ไทรอยด์ต่ำ เนื้องอก พาร์กินสัน ก็ทำให้มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้าได้
“มีสำรวจที่คลินิกเบาหวาน พบว่าคนไข้ 20 – 30% เป็นโรคซึมเศร้าแบบอ่อนๆ น้อยๆ ถึงปานกลาง ชีวิตไม่มีความสุข ไม่แจ่มใส ตอนหลังถึงมีรณรงค์ให้ใช้แบบทดสอบนี้กับคนไข้เรื้อรัง พอได้ผลสูงก็มาแจ้งให้หมอ เพื่อรักษาควบคู่กันไปด้วย ที่นี้พอรักษาโรคซึมเศร้าแล้ว คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นด้วย เหมือนส่งผลต่อโรคทางกาย”
“วิธีรักษาก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เป็นมะเร็งก็ต้องรักษามะเร็ง ไทรอยด์ต่ำก็ต้องรักษาไทรอยด์ ถ้าอาการมาจากความผิดปกติของร่างกาย ถามว่ายาแก้ซึมเศร้ามันช่วยได้ไหม ก็ได้ แต่นั่นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ”
การรักษานั้น หากมีอาการไม่มาก ก็สามารถจะดีขึ้นเองได้ แต่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งนั้นหมายถึงว่า มีคนปรึกษา มีคนช่วยเหลือ คลายความกดดันที่เป็นสาเหตุ แนะนำเขาในทางที่ดีๆ ก็สามารถช่วยได้

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ช่วยแก้ปัญหาขั้นต้นด้วยการฟัง
          “หลักการสำคัญคือ ‘ฟังให้เยอะ’ เพราะส่วนใหญ่พอเขาจะเริ่มพูด ยังไม่ทันฟังเลย บางทีก็ให้กำลังใจไปว่า สู้ๆ แต่จริงๆ เราต้องฟังเขาก่อน เป็นยังไงเหรอ เกิดอะไร ให้เขาได้ระบายสิ่งที่อัดอั้น คนเราถ้าได้พูดอะไรออกมาก็ความเครียดก็จะลดลง เราก็จะเข้าใจเขามากขึ้น พอเข้าใจก็จะสามารถให้คำแนะนำได้ ส่วนใหญ่ของคนที่พูดว่า ไม่รู้จะให้คำแนะนำอย่างไรคือ คนที่ไม่ฟัง”
“มันยากตรงที่พอเป็นเรื่องจิตใจแล้วเรามองไม่เห็น เจ้านายก็มองว่าขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ ญาติก็มองว่าไม่สู้ เป็นคนอ่อน แต่จริงๆ ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น แต่ใจมันไม่ไป ทีนี้ถ้าเราเข้าใจเขา ค่อยให้กำลังใจ ด้านบวกก็จะดีกว่าการใช้วิธีท้าทาย กระตุ้น วิธีอะไรแบบนั้นจะไม่ค่อยดี”
มีสิทธิ์หายขาดไหม
โรคซึมเศร้านั้นคุณหมอได้จำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบเป็นครั้งเดียวหาย กับอีกแบบคือ เป็นแล้วเป็นอีก
          “หลายๆ รายรักษาเสร็จก็หาย แต่บางคนพอหายแล้วอีก 1 – 2 ปี ก็กลับมาเป็นใหม่ คนที่เป็นแบบนี้โดยมากเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ แต่ถ้าเป็นจากเรื่องหุ้นตก เรื่องทอง เรื่องอะไรแบบนี้ อันนี้ก็เป็นซึมเศร้าแต่ทางจิตใจ ก็ไม่ค่อยเท่าไร พอหายแล้วก็หายขาด”

วิธีป้องกัน หรือลดความเสี่ยง
        “วิธีป้องกันมันพูดได้ แต่คนที่มีความเสี่ยงมันทำไม่ได้ แต่คนที่มีแนวโน้มเนี่ย เรื่องเข้ามาห้า อาจจะตีความเป็นสิบ เพราะงั้นทางป้องกันที่ดีคือ มีเพื่อน มีคนปรึกษา มีคนพูดคุยกัน ลดความเครียดในตัวเรา สำคัญที่สุดอยู่ที่มุมมองของปัญหา ถ้ามุมมองเราดี ความกดดันต่างๆ ก็ลดลง ปรับความคิด ปรับอารมณ์ ผ่อนคลาย อย่าจมกับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่”

เล่นกีฬาลดการซึมเศร้า
          การเล่นกีฬา ทำให้สารความสุขหรือเอ็นโดรฟินหลั่ง และยังทำให้เซลล์สมองเจริญดีอีกด้วย โดยคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หากได้ออกกำลังกายคุณหมอบอกว่า จะสามารถทำให้หายเร็วขึ้น เพราะเซลล์สมองนั้นเหมือนกับเลือด ที่มีการสร้างแล้วก็ตายไป ซึ่งมีการพบว่า คนเป็นโรคซึมเศร้า เซลล์จะสร้างน้อย ตายเร็ว ดังนั้นถ้าได้ออกกำลังกายมันจะไปเปลี่ยนตรงนี้ด้วย
“แต่ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าใหม่ๆ เขาจะไม่มีพลังในการทำอะไร ดังนั้น ช่วงแรกๆ จะไม่ทำก็ไม่เป็นไร ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งคือ ญาติพี่น้องจะบอกว่า สู้สิ พวกนี้หากให้ทำโดยที่เขาไม่พร้อมจะยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ ควรจะค่อยๆ ประคับประคอง พอดีขึ้น ค่อยเติมกิจกรรมเข้าไป”

โรคซึมเศร้ากับโรควิตกกังวล
          “ทั้ง 2 โรค สามารถเจอร่วมกันได้ แต่โรควิตกกังวลเค้าจะกังวลไปข้างหน้าข้างหน้า จะมองเห็นความล้มเหลวข้างหน้า วิตกกังวล กระวนกระวาย กระสับกระส่ายอะไรแบบนี้ ไม่เหมือนกัน หากเป็นเล็กน้อยก็จะแยกจากซึมเศร้าได้ยาก แต่ถ้าเป็นเยอะแล้วจะสังเกตได้อย่างชัดเจน”

ก่อนจะจากกันไป คุณหมอได้ทิ้งท้ายเกี่ยวกับโรคสุดฮิตในสังคมไว้ว่า โรคซึมเศร้าสามารถเกิดกับใครก็ได้ วัย ไหนก็ได้ หากแต่เมื่อไรที่เรารู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม ในแบบพลังลดลง ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส นอนไม่หลับ และมีอาการมากกว่า 2 อาทิตย์ ก็อาจจะเป็นโรคซึมเศร้า ลองปรึกษาคนข้างๆ ดูว่าเรามีเรื่องไม่สบายใจอะไรไหม อย่างเก็บความทุกข์ไว้กับตัว ไม่ต้องเกรงใจ และเมื่อมีคนเข้าใจ ทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์

HUG Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 6
สิริลักษณ์ ลีวิวัฒนาวงศ์

สื่อภาพยนตร์ก่อให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร

1. พฤติกรรมเลียนแบบ (Modeling/Imitation)

เป็นที่ทราบกันว่าการเลียนแบบเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ การกระทำของเด็กส่วนใหญ่จึงมักจะเกิดจากการเลียนแบบและทำตามสิ่งที่พบเห็นแทบทั้งสิ้น จึงไม่แปลกหากเด็กดูการ์ตูนที่มีการชกต่อยกันแล้วเด็กจะทำตามด้วยการไปชกเพื่อน เป็นต้น

2. สร้างความหมายใหม่ของความรุนแรง (Observational learning)

Observational learning เป็นทฤษฏีที่อธิบายในเรื่องของผลระยะยาวจากความรุนแรงในสื่อ ซึ่งโดยพัฒนาการตามปกตินั้น เด็กจะสร้างมุมมอง ความคิดรวบยอดของตัวเอง จากข้อมูลที่ผ่านเข้ามาและสิ่งที่ได้พบเห็น เมื่อเด็กและวัยรุ่นใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสื่อมาก ซึ่งในบางคนอาจใช้เวลากับโทรทัศน์ เกม และอินเตอร์เน็ทมากกว่าเวลาที่ใช้กับผู้ปกครองหรือโรงเรียนด้วยซ้ำ สื่อจึงเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่เด็กจะเรียนรู้โลก รู้จักสังคม รวมถึงเรียนรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร แทนการเรียนรู้จากพ่อแม่และครู เกิดเป็นการรับรู้ความรุนแรงในความหมายใหม่ ตัวอย่างของการสร้างความหมายใหม่ที่พบได้บ่อย ได้แก่
– การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (acceptance of violence) และเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเป็นทางออกที่เหมาะสม เมื่อลองมองถึงภาพยนตร์กลุ่มฮีโร่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Batman, Hulk, Spiderman, James Bond และอื่น ๆ จะเห็นว่าตัวเอกจะเป็นฮีโร่ และได้รับการยกย่องจากการปราบเหล่าร้ายแม้ว่าจะใช้ความรุนแรง ทำร้ายคนอื่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น
– หากเหยื่อเป็นคนเลว การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการแก้แค้นเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู (Justified mean) ภาพยนตร์หลายเรื่องสร้างขึ้นโดยคล้ายกับจะยึดแนวคิดนี้เป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง เราต่างก็ทราบกันว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และทำการละเมิดกฎหมายซะเอง เราไม่จำเป็นต้องถือมีด หรือควงปืนเดินไปมาเพื่อลงโทษคนเลวเหมือนในภาพยนตร์
– การกระทำรุนแรงต่อเพศหญิงเป็นเรื่องที่ทำได้ ตัวอย่างที่ดีในประเด็นนี้ คือการที่ละครหลายเรื่องมีฉากพระเอกข่มขืนนางเอก และกลายเป็นคู่รักกันในภายหลัง โดยที่นางเอกก็ไม่ได้คิดแม้แต่จะแจ้งความด้วยซ้ำ กลายเป็นว่าผู้ชายข่มขืนผู้หญิงแล้วได้ดีแทนที่จะถูกลงโทษ

3. ความชาชินที่มากขึ้น (Desensitization/Tolerance)

Desensitization ในที่นี้หมายถึง การที่เรามีความตึงเครียด (หรือความรู้สึกไม่ดี) ลดลงจากการดูสื่อที่มีความรุนแรง หรือหากเรียกง่าย ๆ ก็คือ ”ชิน” มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเราดูสื่อที่มีความรุนแรงนาน ๆ เราจะมีการตอบสนองต่อความรุนแรงลดลงเมื่อเทียบกับตอนแรก และเมื่อเรามีความ “ชิน” เกิดขึ้น ก็จะมีผลทำให้เรา “เฉย ๆ “ ต่อการพบเห็นหรือกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ความเคยชินยังมีผลทำให้เรามี “ความเห็นอกเห็นใจ” ต่อเหยื่อน้อยลง เช่น คนที่มีละครที่มีฉากตบกันทั้งเรื่อง อาจจะรู้สึกเฉย ๆ เมื่อเห็นคนถูกตบหรือไปตบคนอื่น

4. การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัวและความยับยั้งชั่งใจลดลง (Arousal/Disinhibition)

สื่อที่มีความรุนแรงมักจะกระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวหรือเร้าใจสำหรับเด็กและวัยรุ่นเกือบทุกคน โดยทางสรีระแล้วอาจแสดงออกให้เห็นได้จาก อัตราการเต้นหัวใจที่เพิ่มขึ้น การหายใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น เป็นต้น ในภาวะที่มีการตื่นตัวสูง จะมีผลให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงหรือกำลังมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันหลายการศึกษาก็พบว่าสื่อที่มีความรุนแรงยังมีผลให้สมองส่วนหน้า ( Prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความยับยั้งชั่งใจทำงานลดลง ซึ่งส่งผลให้มนุษย์สามารถทำความรุนแรงได้ง่ายขึ้นกว่าในภาวะปกติ

5. การกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรง (Priming and automatization of aggressive schematic processing)

ในปัจจุบัน neuroscientist และ cognitive psychologist พบว่าการทำงานของจิตใจมนุษย์จะมีลักษณะเป็นแบบเครือข่าย โดยมนุษย์จะมีรูปแบบการคิด (schema) บางอย่างเก็บไว้ในความจำซึ่งสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยที่คน ๆ นั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ ส่งผลให้สิ่งกระตุ้นบางอย่างอาจจะถูกตีความและกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรงออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ตัวสิ่งกระตุ้นนั้นก็เป็นเพียงสิ่งของ หรือสถานที่ทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น บางคนเพียงแค่เห็นภาพอาวุธปืน ก็อาจกระตุ้นให้เกิดความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นมาได้ เป็นต้น

10157224_503732576397430_731964104_n

แนวทางแก้ไขสำหรับผู้ปกครอง

1.เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ แต่ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนมากกว่า
2. เด็กโตไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ เกินวันละ 2 ชั่วโมง และควรดูเฉพาะรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพเท่านั้น
3. ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมอื่นๆแทน เช่น เล่นกีฬา งานอดิเรก อ่านหนังสืออ่านเล่น
4. ไม่ควรให้มีสื่อต่างๆไว้ในห้องนอน เพราะส่งผลให้เพิ่มเวลาการใช้สื่อมากขึ้น ให้วางไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน และเป็นกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว
5.ไม่เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ทั้งวัน และไม่เปิดโทรทัศน์ขณะทานอาหาร
6.ดูโทรทัศน์และใช้โปรแกรมต่างๆร่วมกับเด็ก ถือเป็นโอกาสในการเข้าถึงความคิดของเด็ก และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สอนว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสมและพฤติกรรมใดที่ควรทำ
7.ติดโปรแกรมคัดกรองสื่อในคอมพิวเตอร์ เลือกเกมส์ ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับอายุเด็ก
8.มีกฏในการใช้สื่อที่ชัดเจน และปฏิบัติตามนั้นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการใช้สื่อที่มากเกินไปได้
9.เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการใช้สื่อต่างๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะไม่ได้ผลเลยหากตัวผู้ปกครองเองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

บทความโดย หมอคลองหลวง จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

4 วิธี เปลี่ยนจากความล้มเหลวไปสู่ความสำเร็จ

ความล้มเหลวเป็นของแสลงที่ทุกคนล้วนไม่อยากเจอนะคะ เป็นคำที่โหดร้ายมาก โดยเฉพาะกับหลายๆคนที่มุ่งใฝ่สำเร็จเป็นที่ตั้งนะคะจะยิ่งแย่กับสิ่งนี้มากขึ้นเป็นทวีคูณค่ะ

แต่ในชีวิตหลายครั้งเราไม่สามารถทำให้ตนเองประสบความสำเร็จตลอดเวลาได้เพราะมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่เหนือการควบคุม ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวเรื่องความรัก เรื่องงาน เรื่องเรียน หรือ อื่นๆที่จะเกิดขึ้นได้ในชีวิต แม้เราไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้สำคัญกว่านะคะ

lifelesson1

ไม่มีใครอยากอยู่กับความล้มเหลวไปตลอดชีวิต แล้วเราจะเปลี่ยนจากความล้มเหลวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง ลองดูกันนะคะ

1.ทบทวนความล้มเหลวนั้น
การเรียนรู้จากอดีต เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากค่ะ
มีคนกล่าวว่า
“ในชั้นเรียนชีวิต มรสุมอันโหดร้าย 1 ครั้ง จะสร้างบทเรียนให้เรา 1 บท
แต่ละบทจะหล่อหลอมให้เราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ขึ้นทุกครั้งที่เราสอบผ่าน”

ดังนั้นการเรียนรู้จากอดีต จึงเป็นคุณค่าที่เงินทองซื้อไม่ได้เลยนะคะ  การเรียนรู้จากอดีตเรียนรู้อย่างไร?  เรียนรู้ว่า ครั้งนั้น
1. ได้ทำอะไรลงไป
2. ครั้งนั้นคิดอย่างไร
3. ครั้งนั้นรู้สึกอย่างไรถึงทำแบบนั้น

ถ้าเราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง จะเกิดประโยชน์มหาศาลกับการใช้ชีวิตข้างหน้าค่ะ แต่การจะเรียนรู้จากความล้มเหลวได้ ใจต้องเปิดก่อนนะคะ เพราะถ้าใจปิด ไม่ยอมรับ ความผิดพลาด ความไม่ประสบความสำเร็จครั้งนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดการทบทวน และ นำมาสู่การเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงได้ค่ะ

การเรียนรู้เกี่ยวกับความล้มเหลว ไม่ใช่การนั่งโทษตัวเอง หรือ ตำหนิตัวเอง แต่เป็นการเปิดใจ การยอมรับ และ การเข้าใจ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและใช้ความล้มเหลวครั้งนั้นเป็นบทเรียนชั้นดี เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่าค่ะ

บางครั้ง เรื่องบางเรื่องในชีวิต กว่าเราจะรู้ทางที่ถูก เราต้องผ่านการรู้ว่าทางไหนผิดก่อนนะคะ ขั้นตอนที่ล้มเหลวจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากค่ะ เพราะเป็นขั้นที่กำลังจะนำเราไปสู่ความสำเร็จค่ะ เหมือนกับว่าความล้มเหลวเป็นขั้นตอนหนึ่งของความสำเร็จเลยทีเดียวค่ะ

2. กลับมาดูใจตัวเอง ว่ากำลังจมทุกข์อยู่หรือเปล่า ?
ขั้นตอนนี้สำคัญมากอีกเช่นกันค่ะ ว่า กำลังจมกับความรู้สึกแย่ๆอยู่หรือเปล่าเช่น ความรู้สึกอับอาย รู้สึกความเศร้า ความรู้สึกชอกช้ำใจ เรากำลังโทษตัวเอง หรือ ด่าทอตัวเอง หรือ รู้สึกโกรธเกลียดตัวเองอยู่หรือ่เปล่าหรือ เรากำลังโทษคนอื่น ด่าทอ โกรธเกลียดคนอื่นอยู่หรือเปล่า

ถ้าใช่…….
ควรจะฝึกปล่อยวางความรู้สึกแย่ๆที่มีต่อตัวเองและคนอื่นลงนะคะ เป็นธรรมดาที่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง เราก็อดจะรู้สึกแย่ไม่ได้นะคะ การเกิดความรู้สึกแย่ๆเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ต้องเก็บกด หรือ ปฏิเสธว่าไม่รู้สึก เพราะถ้าไม่รู้สึกเลยคงแปลกมากกว่านะคะ
แต่การจมกับมันมากไป ก็ไม่เป็นผลดีเช่นกันค่ะ

เพราะการจมกับความรู้สึกแย่ๆ การเฝ้าตัดสินตนเอง เฝ้าตำหนิตนเอง มีแต่ทำให้ตนเองทุกข์ใจ เป็นการบั่นทอนพลังใจตนเองไปเปล่าๆค่ะ
เพราะการก้าวไปข้างหน้าได้ดี จำเป็นต้องมีพลังใจที่ดีด้วยนะคะ

ดังนั้น ควรฝึกละเว้นความคิดด้านลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น ฝึกให้อภัยตัวเอง และ ผู้อื่นถ้าเผลอคิดแว่บไปด่าทอตัวเอง หรือ ผู้่อื่น ฝึกรู้ทันและปล่อยวางความคิดด้านลบนั้นๆนะคะ ทำได้บ่อยๆ จะเป็นส่วนที่สำคัญมากที่ทำให้เรากลับมามีพลังชีวิตในการดำรงชีวิตต่อไปนะคะ

3. หาศักยภาพที่ตนมี
กลับมามองตนเองอีกครั้ง มองอย่างยุติธรรมด้วยนะคะ ว่าเรามีข้อดีอะไรบ้าง เรามีศักยภาพตรงไหนบ้างและเริ่มจากสิ่งนั้นนะคะ เพราะความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราเริ่มจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัดค่ะ

ส่วนถ้าพิจารณาแล้วไปเจอข้อไม่ดี ไม่ต้องรู้สึกท้อใจนะคะ ยอมรับอย่างที่เป็นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ค่ะ ขอเพียงเรา รักสิ่งนั้นจริง เราแก้ไขและ พัฒนาตนเองได้ค่ะ ตามศักยภาพที่มีอยู่ค่ะ

4. ทำให้แตกต่างจากเดิม
เมื่อได้เรียนรู้จากอดีตอันมีค่านั้นแล้วสิ่งที่จะทำต่อไปคือ ลองมองดูว่าจะทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมไปได้บ้าง เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่จะปรับเปลี่ยนบางอย่าง ที่ทำสิ่งต่างๆออกมาได้ดีขึ้นค่ะ

ด้วยศักยภาพที่เรามี ด้วยใจที่พร้อม ด้วยความเข้าใจในบริบทที่จะทำมากขึ้น เมื่อนั้นความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ

ความล้มเหลว ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจของชีวิตนะคะ บางทีอาจจะเป็นของขวัญที่ห่อมาไม่สวย แต่ข้างในเป็นของที่มีค่ายิ่งนะคะ

เพราะประสบการณ์จากตรงนั้นทำให้เราโตขึ้นเสมอนะคะ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งค่ะ มีคนที่ประสบความสำเร็จมากมายในชีวิตที่ประสบความล้มเหลวมาก่อนนะคะเช่น

ผู้พันแซนเดอร์ส ตำนาน KFC
หรือ เจ. เค. โรว์ลิง ผู่แต่งวรรณกรรมโด่งดัง เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์
หรือ ไมเคิล จอร์แดน ผู้เป็นตำนานนักบาสเกตบอลชื่อก้องโลก
ถ้าได้อ่านประวัติของเขาเหล่านี้ ล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตที่ประสบความล้มเหลว ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ก่อนจะที่เขาจะประสบความสำเร็จนะคะ

ความล้มเหลวกับความสำเร็จใกล้กันนิดเดียวนะคะ

ขอเพียงเรารู้จักนำโอกาสที่ได้เรียนรู้จากความล้มเหลว….มาเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จค่ะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

เครดิตภาพ: http://upcycleyou.files.wordpress.com/2012/03/lifelesson1.png

คุณค่าของความผิดหวัง

ขึ้นชื่อว่าความผิดหวัง ไม่มีใครอยากเจอ !

ทั้งระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ต้องการแต่ความสมหวังเพราะ ความสมหวังทำให้เรามีความสุข ทำให้รู้สึกตัวเองมีคุณค่า รู้สึกชนะ และ คนที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสมหวัง จะดูดีเป็นที่ชื่นชม เป็นที่ยอมรับของสังคม

ขณะที่ความผิดหวัง ทำให้เรา เศร้า เจ็บปวด รู้สึกพ่ายแพ้ เสียความมั่นใจในตัวเอง สังคมก็มองว่าแย่ ทำให้รู้สึกอัปยศชอบกล จึงทำให้เรายอมรับความผิดหวังได้ยาก

แต่จริงๆแล้ว ความผิดหวังให้อะไรมากกว่าที่เราคิด ให้สิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต กับจิตใจ และ การเติบโตด้านใน บางทีมีคุณค่ามากกว่าความสมหวังด้วยซ้ำ

เพราะ หลายครั้ง ความสมหวัง ทำให้เรา เสียคน ทนกับอะไรไม่ได้ บางทีทำให้เรากลายเป็นคนอ่อนแอ

1466064_527520587351962_6612382759895140562_n

ชีวิตคือการเรียนรู้ ทุกรอยบาดแผลแห่งความผิดหวัง ให้ความรู้ใหม่ๆกับเราเสมอ และเป็นความรู้ใหม่ๆที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทำให้เราเติบโตขึ้น

เพราะอะไร ความผิดหวัง จึงทำให้เราเติบโตขึ้น

มีคนกล่าวว่า ที่เราผิดหวัง เพราะ เราหวังผิด… เราหวังในสิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริง…. เราจึงผิดหวังนั่นเอง

ทุกรอยบาดแผลจากความผิดหวัง จึงมีค่ายิ่ง …….เพราะทำให้เราได้เห็นโลกตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น แม้จะเจ็บปวด แต่ทำให้เราตาสว่าง เราได้เติบโต และ เป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นจากสิ่งนี้

เมื่อมองย้อนกลับไป  หลายครั้ง …. เราต้องขอบคุณความผิดหวังเหล่านั้น
ที่ทำให้เราเข้าใจโลกใบนี้มากขึัน เข้มแข็งมากขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น จนทำให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้นในวันนี้

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ภาพจาก : http://www.ivillage.com/questions-will-turn-any-failure-awesome-life-lesson/4-a-544905

7 วิธีดูแลใจตัวเองในช่วงการเมืองวุ่นวาย

1. การรับข่าวสาร ควรรับฟังข่าวสารอย่างมีสติ ฟังหู ไว้หู

เพราะกระแส social media เช่น facebok หรือ line หรือ twitter เรื่องทุกอย่างส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว การกลั่นกรองก่อนส่งแทบไม่มี

ดังนั้นเป็นวิจารณญาณของผู้รับสาร ที่จะต้องรับสารอย่างมีสติ และ กลั่นกรอง ก่อนเชื่อ ก่อนอิน ไปกับข้อมูลข่าวสาร

การอินข้อมูลโดยขนาดสติ ขาดการกลั่นกรอง ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆได้มากค่ะ

2. ระวัง “อคติ”
ในทางพุทธกล่าวถึง อคติ ไว้ 4 อย่าง คือ
อคติเพราะความรัก
อคติเพราะความชัง
อคติเพราะกลัว
และ อคติเพราะความไม่รู้

เนื่องจากโลกยุคข่าวสารหลั่งไหล มีข้อมูลหลายอย่างที่กระตุ้นอารมณ์มาก ทั้งความรัก(พวกตน) และ ความเกลียดชัง(ฝ่ายตรงข้าม)
แต่หลายครั้งขาดข้อเท็จจริง

ดังนั้นเมื่อเสพข้อมูลข่าวสาร ควรระวัง อคติ 4 อย่างนี้ในใจเสมอ

เพราะ สงครามกลางเมืองในหลายประเทศ เกิดจากความอคติเหล่านี้ ทั้งความรัก (พวกตน) และ ความชัง (พวกตรงข้าม) เกิดจากอคติจากความหลง ความไม่รู้ ว่าตนเสพข่าวสารเท็จที่แต่งให้ดราม่า น่าสะเทือนใจ เพิ่มดีกรีความรัก ความชัง เสี้ยมกันไม่หยุดหย่อนจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่แสนสะเทือนใจในหลายประเทศ เช่น ที่รวันดา (ค.ศ. 1994) หรือ ที่ประเทศไทย เหตุการณ์ 6 ตุลา คนในชาติเดียวกันลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง จากความเกลียดชังกัน จา่กข้อมูลเท็จที่ใส่ความกัน เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังคือ คนที่รู้สึกว่าตนเป็นกลาง แต่จริงๆแล้วมีอคติอยู่แต่ไม่รู้ตัว จึงยิ่งน่ากลัว เพราะ ในปุถุชน มีรัก โลภ โกรธ หลง ประจำใจ ไม่มีทางที่จะเป็นกลางได้อย่างแท้จริง เพราะความรัก ความชัง ล้วนมีอยู่แล้วในตัวปุถุชนที่ยังมีกิเลสทุกคน

สำคัญคือการรู้ทันความรัก รู้ทันความชัง ที่เกิดขึ้นในใจ ฝึกรู้ทันบ่อยๆจะช่วยลด อคติ ที่เกิดขึ้นได้ค่ะ เมื่ออคติลดง การกระทำที่ถูกต้อง(จากการมีสติ) ถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงค่ะ

3. ลดการตัดสินตนเองและคนอื่น

การตัดสินตนเองมาก ทำให้รู้สึกผิดง่าย มากเกินไป การตัดสินคนอื่นมาก ทำให้รูสึกโกรธกับสิ่งต่างๆ และคนอื่นๆ ง่าย มากเกินไป และ บางทีเราก็ตัดสินผิด เพราะ เข้าใจผิดก็มากค่ะ การตัดสินล้วนแต่ก่อให้เกิดอารมณ์ด้านลบมากกว่าอารมณ์ด้านบวก และส่งผลต่อความสัมพันธ์ ที่ไม่ดี ทั้งกับตนเอง และ คนอื่นๆ

ลดการตัดสินตนเองและคนอื่นลงบ้าง จะช่วยให้ความรู้สึกของเราและคนอื่นดีขึ้นได้ค่ะ

4. ลดการเสพข่าวสาร
ยิ่งเสพข่าวสารมากยิ่งกระตุ้น อารมณ์ต่างๆที่อย่างกล่าวข้างต้นได้มากค่ะ หรือถ้าช่วงนั้นเครียดไม่ไหวจริงๆ งดการเสพข่าวสารชั่วขณะ เพราะเรื่องใหญ่ๆ อย่างไรเราต้องรู้อยู่แล้วค่ะ ส่วนเรื่องเล็กๆก็ช่างมันไปก่อนค่ะ เพราะ ถึงรู้ กับ ไม่รู้ ผลในการดำเนินชีวิตอาจไม่ต่างกันค่ะ

5. หาเวลาพักผ่อนในแบบอื่นๆ นอกจากการเล่น social media
เพื่อลดการเสพข่าวสารที่กระตุ้นอารมณ์ การพักผ่อนในแบบอื่นๆ ทำให้จิตใจได้เบิกบานผ่อนคลายมีผลดีกับสุขภาพกายและใจมากกว่าค่ะ เช่น การออกกำลังกาย การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

การอ่านหนังสือเล่มโปรด การดูหนัง ฟังเพลง การพบปะสังสรรค์ กับเพื่อนๆ การหากิจกรรม งานอดิเรก กับเพื่อน กับคนในครอบครัว
ได้พักผ่อนจริงๆทั้งกายและใจ และ ได้สร้างความสัมพันธ์ดีๆด้วยค่ะ

6. ระวังความคิด ความมโน ของตนเอง

บางเรื่องยังไม่ได้มีอะไรมาก แต่ความคิด ความมโน ของเราเอง ทำให้ทุกข์ไปมากค่ะ ฝึกการรู้ทัน ความคิด ความมโน ของตนเองนะคะ

หางานอดิเรกทำ อย่าปล่อยเวลาให้ว่างๆ เพราะเวลาว่างหลายคนจะยิ่งคิดมากค่ะ เวลาว่างทำให้ยิ่งฟุ้งซ่านง่ายขึ้นค่ะ ตอนแรกหลายคนบอกว่าไม่ได้ทุกข์ใจอะไร แต่พอมีเวลาว่างนั่งคิดนู่นนี่ไปเรื่อยๆ จู่ๆก็ทุกข์ขึ้นมาค่ะ จากความคิดที่ฟุ้งๆไปของตนเองค่ะ

7. ลดความคาดหวังที่สูงเกินไป

เจตนาที่ดีที่อยากเห็นประเทศดี มีการพัฒนาเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
แต่ถ้าคาดหวังไว้มากในขณะที่ปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้อ
จะทำให้ผิดหวัง ท้อแท้ เสียใจ และ โกรธเคืองทุกสิ่งได้มากค่ะ

ความต้องการดูแลบ้านเมือง เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามากไปจะเป็นทกุข์ได้ค่ะ
ดังนั้นการหันกลับมาดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

เพราะ ถ้าเราแต่ละคนสภาพจิตใจแย่กันไป บ้านเมืองก็คงจะลำบากเหมือนกันค่ะ
บ้านเมืองจะดีหรือไม่ ขึ้นกับคุณภาพกาย คุณภาพใจของคนในประเทศค่ะ

ดังนั้นดูแลบ้านเมืองแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ใช้ปัญหาช่วยฝึกตัวเองให้เป็นคนอดทน

หมอเห็นภาพน้องแมวทั้งสองตัวแล้วรู้สึกชื่นชมมากๆเลยค่ะ (ทั้งคนที่ดูแลรักษาเค้าและตัวเค้าเอง)
การที่มีเพียงขาหลัง ขาดทั้งขาหน้าและหาง คงทำให้เค้าเคลื่อนไหวและทรงตัวลำบากกว่าแมวปกติมาก
ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจะเคยรู้สึกอิจฉาเพื่อนแมวตัวอื่นๆ รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาบ้างไหมที่ต้องมาเจอเหตุการณ์ร้ายๆ

คนเราทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนต้องประสบปัญหา… เพียงแต่อาจจะเป็นปัญหาคนละด้านกันครอบครัว งาน เงิน ความรัก ฯลฯ
หลายๆครั้ง สภาวะที่เราเจอก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ง่ายๆ แถมอาจจะเรื้อรัง โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับ’คน’ด้วยแล้ว – ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงาน คนในครอบครัว คนที่เราให้ความสำคัญ

บางทีก็อาจจะไม่มีทาง”แก้”
เราแค่ต้อง”ยอมรับ”มัน (ซึ่งอาจจะยากกว่า -.-“)
ความรู้สึกท้อแท้จึงก่อตัวได้ง่าย

10425041_529150883855599_5216487778615874410_n

ในภาวะที่อะไรๆยุ่งยาก นอกจากการบอกตัวเองว่า ‘เฮ้ย มันต้องใช้เวลา’
และแทนที่จะอยู่ด้วยความรู้สึกว่า เพราะมัน’ต้องทน’แล้ว….
จริงๆ นี่ยังเป็นโอกาสในการฝึก “เป็นคนอดทน” ด้วยค่ะ

ความอดทนเป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของคน พ่อแม่จึงอยากให้ลูกเป็นคนอดทน เจ้านายจึงอยากมีลูกน้องที่อดทน

ความอดทน ทำให้เราได้ให้เวลาตัวเองมากพอ ที่ความพยายามและความมุ่งมั่นที่เทลงไป จะกลายเป็นความสำเร็จ
ความอดกลั้น ทำให้เราไม่ทำอะไรตามอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งเราอาจจะมารู้สึกเสียใจในภายหลัง
ความอดทน ทำให้เราได้เห็น ว่าสุดท้ายแล้วอะไรๆอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไปล่วงหน้า
ความอดทน ทำให้เรารู้จักรอ ไม่เร่งในสิ่งที่เร่งไม่ได้

แต่การเป็นคนอดทนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ คิดจะเป็น..ก็เป็นได้เลย ต้องอาศัยการฝึกฝนค่ะ

เราจะเป็นคนอดทนได้ ก็ต่อเมื่อเราได้เจอภาวะที่ลำบากหรือทนได้ยาก (เช่น มีปัญหาชีวิต , เจอลูกค้าเรื่องมาก) มาเป็นระยะเวลานานพอ

แต่เรายังอยู่ตรงนั้น และ
..ตั้งสติ
..บอกตัวเองได้ว่า เรากำลังทำอะไรเพราะอะไร และสิ่งที่เราต้องการคืออะไร

ไม่ต่างอะไรกับการมีสุขภาพแข็งแรง รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์ม คิดอยากจะมีก็ไม่ได้มีได้เลย ต้องผ่านควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างตั้งใจเป็นเดือนๆ

ทุกๆการปรับตัว การแก้ปัญหา
ไม่ว่าในท้ายที่สุด ผลจะออกมาอย่างที่คุณอยากได้หรือไม่ (เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา)
คุณจะสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า เราได้ให้เวลา ให้โอกาสตัวเองทำเต็มที่แล้ว
และผลพลอยได้ที่ดีมากๆ ก็คือ การเป็นคนอดทนมากกว่าตอนแรกเริ่มค่ะ

ลองใช้ปัญหาที่เจอ ฝึกตัวเองให้เป็นคนอดทนมากขึ้นดูนะคะ

(ป.ล. ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่การอดทนในเรื่องที่ไม่ควรจะทน หรือนิ่งเฉยกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะคะ เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย , การไม่เข้าไปตักเตือนคนที่กำลังทำผิดกติกาของสังคม หากสามารถทำได้)

บทความโดย หมอมีฟ้า จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

5 เทคนิคฝึก”ระเบียบ”ลูกสไตล์ญี่ปุ่น

ข่าวคราวคนไทยแย่งตั๋วดูหนังฟรีเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตอนยุทธหัตถี ทำให้หลายคนไม่สบายใจ เพราะได้สะท้อนภาพคนในสังคมไทยที่เห็นแก่ตัว ในขณะที่ภาพท่านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยืนเข้าคิวซื้ออาหารปรากฎที่หน้าสื่อในเวลาเดียวกัน ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน วันนี้จึงขอนำวิธีเลี้ยงลูกแบบชาวญี่ปุ่นมาเป็นทางออกสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมีลูกตัวน้อยๆ ได้อ่านกันเผื่อจะนำไปฝึกฝนลูกให้มีระเบียบวินัยและรับผิดชอบต่อผู้อื่นต่อไปครับ

10364125_796950967004315_3615028611168797843_n

5 เทคนิคฝึก”ระเบียบ”ลูกสไตล์ญี่ปุ่น

“ชิจิดะ โก” อีกหนึ่งคุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่คุ้นหูในเมืองไทย กับตำแหน่งประธานสถาบัน Shichida Educational และแนวทางการฝึกสมองทั้งสองด้านของลูกตั้งแต่ยังเป็นทารก ซึ่งในวันที่เขาบินลัดฟ้ามาถึงเมืองไทย ทีมงาน Life & Family ได้มีโอกาสพูดคุย และเก็บเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนลูกสไตล์คนญี่ปุ่นผ่านจิตใจภายในของคนเป็นพ่อแม่ผู้อาศัยอยู่ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีระเบียบวินัยเคร่งครัด ให้ความสำคัญประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน และยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยคุณโกได้เผยถึง 5 จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของชาวญี่ปุ่น และเทคนิคในการฝึกลูกเอาไว้ดังนี้

1. เลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ในจุดนี้ คุณโกกล่าวว่า หากเป็นไปได้ คนญี่ปุ่นจะนิยมเลี้ยงลูกอยู่นอกเมือง เพื่อให้ลูกได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้สัมผัสกลิ่นดินกลิ่นทรายมากกว่าการมีบ้านอยู่ในตัวเมืองใหญ่ โดยพ่อแม่จะเป็นผู้เดินทางเข้ามาทำงานในเมืองเอง เพื่อให้เด็กยังคงมีความเป็นเด็ก ไม่ถูกสังคมเมืองหล่อหลอมจนหลงไหลในวัตถุเร็วเหมือนเช่นที่เกิดกับเด็กในอีกหลาย ๆ ประเทศ

“เด็กที่อาศัยอยู่นอกเมืองจะมีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกัน และมีช่องว่างกับชุมชนน้อยกว่า ทำให้เด็กมีความผูกพันกับชุมชน และได้ใช้เวลาในวัยเด็กอย่างคุ้มค่า ต่างจากเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ในตัวเมือง เพราะต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันตลอดเวลา”

2. สร้างจิตสาธารณะ

เมื่อเด็กมีความผูกพันกับชุมชน และสังคมที่เขาอาศัยอยู่แล้ว การสร้างจิตสำนึกให้เด็กเห็นแก่ผลประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตนก็ตามมาในลำดับต่อไป โดยในข้อนี้ สังคมที่เด็กอาศัยอยู่จะร่วมกันกล่อมเกลาเขาอย่างช้า ๆ โดยถือว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องร่วมกันทำ

“เรื่องของจิตสาธารณะ ผมมองว่า เราอาศัยแต่ครอบครัวอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ยกตัวอย่างการเสียสละประโยชน์ส่วนตน เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อน หากทุกคนทำได้ก็จะช่วยให้การทำงานต่าง ๆ ของทุกฝ่ายลุล่วง สำเร็จลงด้วยดี เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ความสุขเหล่านั้นก็สะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวในที่สุด”

การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับต้น ๆ ของชาวญี่ปุ่นคือการต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีการแซงคิวให้เป็นที่ระอาใจของผู้อื่น หรือการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด การร่วมแรงร่วมใจกันในงานกิจกรรมของชุมชน ฯลฯ

3. ตรงต่อเวลา

สำหรับการสอนให้ลูกตรงต่อเวลานั้นคงเป็นเรื่องยากหากสังคมโดยรวมไม่ยอมรับกติกาข้อนี้ แต่สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น กิจการใหญ่ ๆ เช่น การเดินรถไฟของญี่ปุ่นทั้งแบบชินคันเซ็น หรือแบบโลคอล (วิ่งเฉพาะในเมือง) ต่างก็บริหารจัดการ “เวลา” กันอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการวางกำหนดเวลาแน่นอน หรือแม้แต่รถประจำทางเองก็ตรงต่อเวลา ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย การสร้างสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก คุณโกระบุว่า เป็นการปลูกฝังให้เด็ก ๆ กลายเป็นคนเห็นคุณค่าของ “เวลา” ไปโดยปริยาย

4. ไม่ปกป้องลูกเมื่อทำผิด

สิ่งที่พ่อแม่ที่ต้องการอบรมสั่งสอนให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนพึงตระหนักอีกข้อหนึ่งคือ หากพบว่าลูกไปสร้างความเสียหาย ทำความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือละเมิดผู้อื่น พ่อแม่ต้องตักเตือนในทันที และถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดีก็ต้องหาทางทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมดังกล่าวให้ได้ โดยคุณโกระบุว่า พ่อแม่ที่ไม่ดี ก็คือพ่อแม่ที่เห็นการกระทำดังกล่าวของลูกแล้วเพิกเฉย นั่นเอ

5. ให้กำลังใจลูก

การเลี้ยงดูเด็กในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเครียดต่าง ๆ รายล้อมอยู่รอบตัว พ่อแม่จึงควรใช้การพูดคุย ให้กำลังใจลูก ๆ ยามเผชิญหน้ากับความเครียด ซึ่งความเครียดของเด็กญี่ปุ่นใน พ.ศ.นี้หนีไม่พ้น การแข่งขันด้านวิชาการ เพื่อจะได้สอบเข้าในโรงเรียนดี ๆ มหาวิทยาลัยดี ๆ เพื่อให้มีการงานดี ๆ ทำ

“อาจมีเด็กบางคนไม่สนใจเรียน และทำให้พ่อแม่ต้องผลักดันลูกให้มาก ๆ เพื่อที่ลูกจะได้เป็นคนเก่ง แต่ในจุดนี้อยากให้พ่อแม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกคน และควรใช้การสอน หรือการให้กำลังใจในการกระตุ้นลูกมากกว่า”

“ความคาดหวังของพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่อยากให้บังคับลูกมากเกินไป เพราะถ้าบังคับให้เรียน เด็กจะรู้สึกถึงภาระหนักอึ้ง วันหนึ่งเขาอาจจะปฏิเสธได้ แต่ถ้าเรียนไปตามธรรมชาติ เด็กก็จะเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับความรู้เข้ามาได้เอง จึงไม่รู้สึกกดดันหรือเครียด นอกจากนั้น ควรให้เด็กได้มีประสบการณ์ในด้านอื่นบ้าง เช่น รู้จักช่วยเหลือสังคม หรือคนรอบข้างด้วย” คุณโกกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ชีวิตที่ดีคืออะไร

ชีวิตที่ดี สำหรับแต่ละคนคงให้คำนิยามไม่เหมือนกันแล้วแต่แต่ละคนให้คุณค่ากับอะไรนะคะ

บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีการงานดี มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นคนเด่นดังในสังคม
บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีอำนาจ มีคนยำเกรง มีคนคอยเอาอกเอาใจ พินอบพิเทา
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องมีฐานะ ร่ำรวย
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องการมีเพื่อนมากมาย มีสังคมที่รักเรามากมาย

บางคนให้คุณค่ากับการมีครอบครัวที่อบอุ่น

บางคนให้คุณค่าให้กับการมีแฟน มีคู่ชีวิต
บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่เป็นอิสระ ทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ

บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่สันโดษ
ฯลฯ

ชีวิต

จริงๆสิ่งที่ทุกคน ใฝ่ฝันย่อมเป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้นถ้าเราได้ (อย่างที่หวัง ) เราคงมีความสุขแต่จะมีสักกี่คนที่ได้สมหวังดังใจหมาย หรือ บางครั้งพอได้มาแล้ว แรกๆก็ฟินดี แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าที่ได้มา เฉยๆ ไม่ตอบโจทย์แล้ว อยากได้มากกว่านี้จึงพบว่า หลายคนมีชีวิตที่ไม่เคยรู้สึกสมหวังสักทีและ มองว่าชีวิตที่ตนมียังไม่ดีสักที

ยิ่งถ้าชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ยิ่งรู้สึกขาดพร่องไปกันใหญ่เลย

อย่างนั้นชีวิตที่ดี จริงๆคือ อะไร

ในทางจิตวิทยา

ชีวิตที่ดี คือ ความรู้สึกที่เต็มอิ่มภายใน ไม่รู้สึกขาดพร่องหรือ ต้องคอยโหยหาอะไรมาเติมอยู่เรือยๆ

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การมีอะไรภายนอก อาจไม่ใช่คำตอบแม้ว่าสิ่งภายนอก อาจเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มภายในแต่ไม่ทั้งหมด เพราะหลายครั้งเราคงเห็นแล้วว่าชีวิตเรามีทุกอย่างที่น่าจะมีความสุข ที่น่าจะพึงพอใจในชีวิตได้สักที แต่เรากลับยังไม่มีความสุข

หรือ เราอาจเคยเห็นคนอีกหลายคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมในสายตาเราเขากลับไม่มีความสุข และ ไม่หยุดดิ้นรน ที่จะหาอะไรมาเติมเต็มใจเขาอยู่ตลอดเวลาทั้งเหนื่อย ทั้งทุกข์ แต่เขาก็หยุดไม่ได้หรือ บางที เขาเหล่านั้น ยังพร่ำบ่นว่า ชีวิตมันแย่…. !!?

ดังนั้นชีวิตที่ดี คือ อะไร ?

“ชีวิตที่ดี…..ไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างโอเค

แต่เป็นชีวิตที่โอเค…….ในทุกอย่างที่มี”

เมื่อเราสามารถ โอเค ในทุกอย่างที่มี ความเต็มอิ่ม จากภายใน เกิดขึ้นได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบภายนอกมากมาย

แม้องค์ประกอบภายนอกมีผลอยู่บ้างแต่ถ้าเราไปยึดติดกับสิ่งดีๆเหล่านี้มาก สิ่งดีๆ เหล่านี้ จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจมากกว่าจะทำให้เราสุขใจเพราะยิ่งเรายึดสิ่งดีๆเหล่านี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งไม่โอเคกับชีวิตตัวเอง กับ สิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้มากขึ้นเท่านั้น เราก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นตามการยึดติดสิ่งดีๆนั้นอ่ะนะคะ

เราลองมาดูกันนะคะ ว่าความรู้สึกว่า “โอเค” จะเกิดขึ้นในใจเราได้อย่างไร
ความรู้สึกโอเคเกิดขึ้นได้จาก 3 สิ่งนี้ค่ะ

1. ยอมรับ…..สิ่งที่มี

2. ชื่นชม…….. ในสิ่งที่มี

3. เห็นคุณค่า…. ในสิ่งที่มี
ถ้าเราสามารถ ยอมรับ ชื่นชม เห็นคุณค่า ในสิ่งที่มี ในสิ่งที่เป็น

ทั้งชีวิตต้วเองในอดีต….
ทั้งชีวิตตัวเองในปัจจุบัน….
แน่นอนว่าเราจะเกิดความรู้สึกดีๆ กับ ชีวิตของตนเองในอนาคตแน่นอนค่ะ

เมื่อความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้น….
เมื่อนั้นชีวิตที่ดี ก็เกิดขึ้นในจังหวะนั้น จังหวะที่เรากลับมาพอใจในชีวิตของตัวเราค่ะ

แม้หลายคนอาจมีอดีตที่ไม่อยากจดจำ หรือ เจ็บปวด แต่การที่เราจมและเห็นมันแต่แง่ลบ ทำให้ใจเราเศร้าหมองไปเปล่าๆค่ะ แต่ถ้าเราสามารถที่จะยอมรับมันอย่างที่เป็น ชื่นชมกับสิ่งดีๆที่มีอยู่ (ซึ่งเราอาจเคยมองข้ามไป) และเห็นคุณค่าในตัวเอง ในการเรียนรู้ชีวิต เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายเท่าไหร่เราผ่านมันมาได้

เราลองมองมาที่คุณค่าในตัวเรา ในพลังชีวิตและความตั้งใจดีที่อยู่ภายในตัวเรา รวมถึงคนรอบข้าง และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ที่เราจะทำให้กับตัวเราเอง ในภาวะนั้นๆและเราก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง (ที่มีค่า) จากมัน

ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่เคยพอใจอะไรในชีวิตต่อให้มีอะไร ต่อมิอะไรมากมายแม้คนภายนอกจะเฝ้าพร่ำบอกว่าดีแล้ว โอเคมากแล้ว เราก็ไม่เคยรู้สึกว่าดีสักที… ชีวิตเราก็เลยไม่เคยดีสักทีค่ะ

ดังนั้น
“ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มีแต่สิ่งดีๆนะคะ
แต่เป็นชีวิตที่ สามารถยอมรับในสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นได้” ต่างหากค่ะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ความมีวินัย

จากข่าวนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยืนเข้าคิวซื้ออาหารกว่าครึ่งชั่วโมง

หมอก็รู้สึกไม่แน่ใจว่าคนไทยของเราที่เป็นพ่อแม่ของเด็กในรุ่นปัจจุบันได้ช่วยกันพัฒนาลูกหลานของเราให้มีระเบียบวินัยดีเพียงพออย่างไร

แต่หมอก็ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการฝึกวินัยของลูกที่ทำให้หมอรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ่อยๆ

นายก

เริ่มตั้งแต่เช้านี้ไปส่งลูกที่โรงเรียนก็พบเห็นพ่อแม่ที่ไม่ได้สอนลูกโดยการเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ (อันที่จริงก็เห็นอยู่เป็นประจำ) โรงเรียนของลูกหมอทำสัญลักษณ์ตำแหน่งที่ควรจะจอดส่งลูกไว้ 2 จุด พ่อแม่บางคนก็จอดตรงกลางเลยเพื่อให้ลูกเดินเข้าประตูโรงเรียนได้สะดวก โดยไม่ตระหนักเลยว่านักเรียนที่อยู่ในรถคันที่จอดด้านหลังจะเดินลงลำบากหรือว่าต้องรอ คือยึดแต่ความสะดวกของลูกตนเองเป็นสำคัญ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นนอกจากจะไม่มีวินัยแล้วก็คงจะไม่มีจิตสาธารณะด้วย (ยังไม่ได้คาดหวังถึงจะต้องมีจิตอาสาเหมือนที่ผู้ใหญ่จำนวนมากมโนหรือจินตนาการกันเลย)

หลายครั้งที่พ่อแม่ก็ไม่ได้สอนให้ลูกเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะลงจากรถ เมื่อถึงที่จอดลูกก็จะได้ลงได้ทันที คนที่ตามมาก็จะได้ไม่ต้องมารอนาน บางทีเด็กก็โตแล้ว แต่พ่อแม่ก็ยังลงจากที่นั่งเพื่อมายกกระเป๋าให้ลูก โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะรบกวนคนที่มาข้างหลังให้ต้องเสียเวลา (บางที่ยังต้องหอมแก้มร่ำลากันก็มี) หมอเห็นแล้วก็ไม่อยากจินตนาการไปข้างหน้าเลยว่าคุณภาพของคนของเราจะยิ่งต่างจากชาติที่เจริญก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน

หมอยังเคยเห็นพ่อแม่ที่พาลูกไปเรียนพิเศษ น่าจะประมาณอายุ 10 ปีได้แล้ว พ่อแม่ให้เรียนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวัน พอพักแม่ก็ป้อนข้าวป้อนอาหารให้ ลูกก็นั่งไขว่ห้างไปเล่นเกมไป หมอก็ยังนึกไม่ออกว่าเด้กคนนี้จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยมีจิตสาธารณะได้อย่างไร

วันนี้ไม่มีคำแนะนำอะไรนะครับ

แต่อยากให้ผู้อ่านช่วยกันคิดว่าเราควรจะช่วยกันดูแลพัฒนาเด็กไทยของเราให้มีวินัยและจิตสาธารณะกันอย่างไรดี

บทความโดย หมอมินรักเด็ก จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

แยกคู่ … แต่ลูกใจไม่สลาย

ปัจจุบันการหย่าร้างเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยม๊ากกกก …. ในบ้านเราปี 2550 มีการจดทะเบียนสมรส 307,910 คู่ แต่มีการหย่าร้าง 100,420 คู่ หรือคิดเป็นกว่า 33%

ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ตัวเลขนี้ยังไม่นับที่แยกกันอยู่แต่ไม่ได้ไปหย่ากันอีกจำนวนไม่รู้เท่าไหร่

การหย่า ถ้าตอนนั้นอยู่กันสองคน ก็อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหามักจะใหญ่ทันทีถ้ามีลูกแล้ว

ดังนั้นการหย่าร้างนั้นควรจะเป็นหนทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ ของชีวิตครอบครัว หลังจากที่ทั้งสองคนพยายามร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเต็มที่แล้ว ใช้เหตุใช้ผลและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ควรจะเกิดจากเพียงอารมณ์ชั่ววูบ โกรธ ประชด น้อยใจ เสียใจหรือท้าทายกัน อย่างเช่นที่มักได้ยินบ่อย ๆ เวลาคู่สามีภรรยาทะเลาะกันว่า “แน่จริงไปหย่ากันเลยไม๊”

แต่หากว่าสุดท้ายไปไม่รอด ไม่ไหวจะเคลียร์จริง ๆ ต้องหย่าร้างกันไปก็ใช่ว่าจะเป็นเลวร้าย ต้องห้ามเสมอไป จากการศึกษาพบว่า ในครอบครัวที่มีขัดแย้งกันมาก ทะเลาะตบตีกันรัวๆ ทุกวัน จะทำให้เด็กมีความเครียดอย่างรุนแรง และปรับตัวได้ยากกว่าพ่อแม่ที่แยกทางกันด้วยซ้ำไป

ดังนั้นเมื่อต้องหย่าร้างกันขึ้นมา ทำอย่างไรจะดีกับลูกมากที่สุด?

สิ่งที่ไม่ควรทำ!!!!

1. การด่าอีกฝ่ายให้ลูกฟัง ในชีวิตจิตแพทย์พบได้บ่อย ระดับโคตรบ่อย มักเกิดในพ่อหรือแม่ที่เจ็บปวดกะการกระทำของอีกฝ่าย แล้วเลยไประบายด้วยการด่าอีกฝ่ายให้เด็กฟัง เช่น เล่าถึงการนอกใจของพ่อ ความไม่เอาไหนของแม่เหล่านี้เป็นต้น

2. การดึงลูกให้เข้ามาเป็นพวกเป็นฝ่ายของตน
อยากให้ลูกอยู่กับตัวเองมากกว่าอีกฝ่าย ไม่อยากให้คุยกับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบางครั้งถึงกับไม่พอใจที่ลูกไปคุยด้วย
ยกตัวอย่างเช่นแม่คนหนึ่งบอกลูกว่า “ถ้าลูกไปคุยกับพ่อ แปลว่าลูกไม่รักแม่”

3. ทำให้ลูกกลายเป็นตัวกลางระหว่างพ่อแม่ คือพ่อแม่ไม่พูดกันเพราะทะเลาะกันอยู่ ทีนี้พอจะบอกอะไรอีกฝ่ายก็บอกผ่านลูกให้ลูกไปบอกอีกที เช่น พ่อบอกให้ลูกไปบอกแม่ว่า “เสาร์ อาทิตย์นี้จะไม่อยู่นะ” พอลูกไปบอกแม่ แม่ก็บอกให้ลูกไปบอกพ่อว่า “เออ จะไปตายที่ไหนก็ไป” เป็นต้น

3 ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะสร้างความเครียดและทำให้เกิดความขัดแย้งในใจอย่างมาก เพราะสำหรับเด็กแล้ว จะยังไงก็พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่ ย่อมเป็นคนสำคัญของเขาเสมอ (แม้จะดูไม่ดีในสายตาของคู่สามีภรรยาก็ตาม) การที่แม่ด่าพ่อให้เด็กฟัง เด็กจะอึดอัดและทำตัวไม่ถูก หากไม่เห็นด้วยกับแม่ ก็เท่ากับทรยศแม่และแม่อาจไม่รัก แต่ถ้าไปเห็นด้วย ก็เหมือนกับตัวเองยอมรับและมีส่วนว่าว่าพ่อเลวไปด้วย

เราคงไม่อยากให้เด็กคนหนึ่งโตมาด้วยบาดแผลในใจที่เกลียดพ่อหรือแม่ตัวเอง เพราะเชื่อว่าลึก ๆ ในใจของทุกคนนั้นก็ย่อมรักพ่อและแม่ของตัวเองทั้งนั้น การสร้างความรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายขึ้นในใจของเด็กนั้นอาจจะนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานในใจของเด็กไปตลอดชีวิต

ดังนั้น สำหรับพ่อหรือแม่แล้ว หากบางครั้งมีความโกรธ ความอึดอัดคับข้องใจ ควรจะระบายกับเพื่อนสนิท หรือญาติ จะดีกว่า และยอมรับว่าจะอย่างไรก็ตามในส่วนลึกเด็กส่วนมากยังรัก ยังโหยหา พ่อหรือแม่ของเขาอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ควรห้ามมิให้ลูกพูดถึงพ่อหรือแม่ที่ห่างออกไป หรือแสดงความไม่พอใจในการที่เขาจะไปไหนด้วยกันบ้าง

สิ่งที่พ่อและแม่ควรตระหนักก็คือ ***ปัญหาหย่าร้างเป็นปัญหาของคนสองคน คนที่จะหย่าร้างกันคือสามี ภรรยา ไม่ได้แปลว่าลูกจะต้องหย่าร้างกับพ่อหรือแม่ ชีวิตคู่อาจจะมีอดีตสามีหรืออดีตภรรยาได้ แต่สำหรับเด็กแล้วจะไม่มีอดีตพ่อหรืออดีตแม่ คนเรารักกันได้ ก็มีเลิกกันได้ อาจมีคนรักใหม่ได้ แต่เด็กจะไม่เลิกกับพ่อแม่แล้วไปมีพ่อแม่ใหม่***

และข้อสุดท้าย
4. ไม่ควรบังคับให้เด็กเลือกว่าจะอยู่กับใคร
“ผมทำให้เกิดสงครามในบ้าน เพราะผมบอกแม่ว่าผมอยากอยู่กับพ่อ” … เด็กชายคนหนึ่ง
ภาพที่ไม่ควรมีเลยคือ การเอาเด็กมายืนตรงกลางระหว่างพ่อ แม่ แล้วถามว่า “ลูกตอบซิ ลูกจะอยู่กับใคร” ซึ่งไม่ว่าจะตอบหรือเลือกใครก็ไม่ดีทั้งนั้นสำหรับเด็ก เพราะเด็กเองก็มักจะรู้เหมือนกันว่าฝ่ายที่เขาไม่ได้เลือกย่อมโกรธ ไม่พอใจ เด็กจะรู้สึกผิดอย่างมาก บางคนก็กลัวว่าพ่อหรือแม่ที่เขาไม่ได้เลือก ก็จะเลิกรักเขา

หากต้องการรู้ว่าเด็กอยากอยู่กับใครมากกว่าอาจจะใช้วิธีการอ้อม ๆ เช่นให้ญาติที่สนิทกับเด็ก ถามเด็กว่า ชอบอยู่กับใครมากกว่ากัน หรือให้ถามแบบสมมติว่าถ้าต้องพ่อแม่แยกกันอยู่ อยากอยู่กับใครมากกว่า เป็นต้น

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับลูก

พ่อแม่หลายคนคิดว่า ไม่จำเป็นต้องบอกเด็กเลย เกี่ยวกับเรื่องหย่าร้าง เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก หรือบางคนก็กลัวว่าจะทำให้ลูกเสียใจ จึงใช้วิธีไม่บอกแล้วแยกกันไปเลยดื้อๆ ซึ่งความคิดเหล่านี้ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กส่วนใหญ่พอจะเข้าใจอะไรได้บ้าง การที่อยู่ ๆ พ่อหรือแม่ก็หายไป จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง และทำให้มีปัญหาในการปรับตัวมากกว่า

1. สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องให้ความมั่นใจกับเด็กว่า การที่พ่อแม่แยกกันไม่ได้มีสาเหตุจากลูก ในเด็กที่ยังอายุไม่มากบางครั้งเด็กจะเข้าใจว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่แยกทางกัน เช่น ทำตัวไม่ดี ได้คะแนนน้อย หรือเพราะตัวเองดื้อเมื่อครั้งก่อน ดังนั้นต้องย้ำในประเด็นนี้ว่า เด็กไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่มีส่วนในการหย่าร้างของพ่อแม่ และทำให้เด็กได้รู้ว่า ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้แปลว่าพ่อหรือแม่ไม่รัก

2. การบอกเด็ก ทั้งพ่อและแม่ควรร่วมกันพูดคุยเรื่องหย่าร้างกับลูก จะทำให้เด็กปรับตัวได้ดีกว่าในระยะยาว เป้าหมายคือให้ข้อมูลที่เด็กควรต้องรู้ ให้ความมั่นใจเกี่ยวกับอนาคตและเปิดโอกาสให้เด็กได้ถามในสิ่งที่อยากจะรู้
เด็กอาจจะอยากรู้ว่าเพราะอะไรพ่อและแม่ถึงหย่ากัน พ่อแม่ควรตอบโดยกว้าง ๆ ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากจนกลายเป็นการด่าว่าอีกฝ่ายหนึ่ง อธิบายว่าการหย่าร้างนั้นเป็นการตัดสินใจร่วมกันอย่างมีเหตุผล เป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ความสัมพันธ์ของเด็กกับพ่อและแม่นั้นจะยังคงดำเนินต่อไป พ่อและแม่ก็ยังคงเป็นพ่อและแม่ของลูกอย่างเดิม

3. พยายามรักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงชีวิตเดิมของลูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในระยะแรก ไม่ควรทำให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อพ่อหรือแม่แยกไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ยิ่งจะทำให้เด็กปรับตัวได้ยากขึ้น ดังนั้นหากเด็กยังสามารถเรียนที่โรงเรียนเดิม เจอเพื่อน เจอครูคนเดิม หรือยังได้ดูหนังทุกวันอาทิตย์เหมือนเดิมที่ผ่านมา ก็จะช่วยให้เด็กไม่เครียดมากจนปรับตัวไม่ได้

4. ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรักความอบอุ่มเหมือนเดิมที่ผ่านมา ไม่ว่าลูกจะอยู่กับใครก็ตาม แรก ๆ เด็กอาจจะมีปฏิกิริยาแปลก ๆ หรือแสดงความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถ้าพ่อแม่เข้าใจ นิ่ง และปฏิบัติต่อเขาเหมือนเดิม เด็กก็จะค่อย ๆ เข้าใจและรู้ได้ว่าเขายังเป็นที่รักเหมือนเดิม

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวสำหรับพ่อหรือแม่

1. เตรียมตัวสำหรับเรื่องเงินทอง โดยปัญหามักจะเกิดเมื่อก่อนที่จะหย่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่มักไม่ได้ทำงาน ทำให้มีปัญหาในการหาเลี้ยงตัวเองและลูก สิ่งที่ควรทำคือการตกลงกันตามกฎหมาย คือจะมีการให้ค่าเลี้ยงดูเท่าไหร่ แต่ในขณะเดียวกันก็ควรคิดเผื่อหาทางช่วยเหลือตัวเองไปด้วย ในกรณีที่ลูกเข้าโรงเรียนไปแล้ว อาจคิดหางานพิเศษหรืองานประจำทำไปด้วย ต้องเน้นว่าปัญหาเรื่องการเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากอันหนึ่ง ต้องวางแผนให้ดี แรก ๆ อาจจะติดต่อขอคำปรึกษาจากญาติ ๆ หรือเพื่อนฝูงไปด้วย

2. มั่นใจว่าไม่มีเขา/เธอ เราก็อยู่ได้ เมื่อหย่าร้างกันใหม่ ๆ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกคล้าย ๆ กันคือ เหมือนว่าอะไรบางอย่างมันหายไปจากชีวิต หลายคนขาดความมั่นใจ ไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถใช้ชีวิตใหม่ลำพังได้ บางครั้งความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าหางาน ไม่กล้าเริ่มชีวิตใหม่ เลี้ยงลูกก็ไม่มั่นใจ ดังนั้นอย่าลืมดูแลจิตใจตัวเองให้ดี เพื่อที่จะสามารถเป็นเสาหลักให้กับทั้งตัวเองและลูกได้

3. ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าการหย่าร้างกำลังจะเกิด หรือเกิดแล้ว เพื่อให้ไม่ต้องเก็บมาคิด มาทำให้ใจหมกมุ่น ระลึกถึงอดีต หรือติดค้างแต่ความคาดหวังในตัวของอดีตสามี/ภรรยา เพื่อชีวิตจะได้อยู่กับปัจจุบันและพร้อมจะเดินต่อไปข้างหน้า

4. ภายหลังการหย่าร้างใหม่ ๆ บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ตัวเองไร้ค่า ถูกทิ้ง รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รักของใคร ๆ ความรู้สึกเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ หากเกิดขึ้นให้พยายามเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการหย่าร้างนั้นไม่ได้แปลว่าเราไม่ดี เราไร้ค่า ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินคุณค่าของเรา การหย่าร้างนั้นเป็นเพียงการบอกว่า เราสองคนเข้ากันไม่ได้ อยู่แล้วมีปัญหา ไม่มีความสุข การยุติการอยู่ด้วยกันนั้นจะช่วยให้ทั้งสองคนยุติปัญหา และสามารถมีความสุขได้มากขึ้น

5. ปรับเครือข่ายทางสังคมใหม่ การหย่าร้างนั้นสภาพสังคมนั้นย่อมเปลี่ยน จากอยู่กันหลายคน เลิกงานก็กลับบ้านอยู่กลับครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ หลังหย่าบางคนอาจต้องอยู่คนเดียว บางคนอาจได้อยู่กับลูก ในคนที่อยู่คนเดียวนั้นย่อมรู้สึกแปลก ๆ เหงา ๆ โหวงเหวง เป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ชิน ดังนั้นอาจจะต้องปรับสังคมใหม่ ควรไปพบปะเพื่อนฝูงหรือญาติ ๆ ให้มากขึ้น ไปเที่ยวบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เราตระหนักได้ว่า ถึงแม้ไม่มีเขา/เธอ แต่เราก็ยังมีคนอื่น

6. ควรหากิจกรรมงานอดิเรกทำ เพื่อลดความรู้สึกเศร้า เหงา เปล่าเปลี่ยว เช่นอาจไปเรียนหนังสือ เรียนภาษา เล่นเกมส์ เข้าชมรม เล่นกีฬา อ่านหนังสือ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะได้ไม่ว่างเกินไปแล้ว ยังอาจได้ความรู้ความสามารถมากขึ้น ได้เจอเพื่อนเจอคนใหม่ ๆ มากขึ้นไปด้วย

7. จัดการกับอดีตสามี/ภรรยาอย่างเหมาะสม นั้นคือแยกกันอย่างสงบ คงความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะพ่อของลูก และแม่ของลูก ซึ่งไม่ได้แปลว่าคุณกับเขาต้องสนิทสนมกันเหมือนก่อน แต่ร่วมมือกันเพื่อเลี้ยงลูกให้ได้ดีตามสมควร การหย่าร้างนั้นไม่ใช่สงคราม เราไม่จำเป็นต้องทำลายล้างอีกฝ่ายจนกว่าจะตายกันไปข้างนึง ซึ่งมีแต่จะยิ่งนำความไม่สงบในใจให้คงอยู่ไปเรื่อย ๆ

8. อย่ารีบหาใครมาทดแทนคนรักเดิม เวลาที่หลังแยกกันใหม่ ๆ ยามเหงา เศร้า อารมณ์ไม่ปกติ บางครั้งจะทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ดี ทำให้บางครั้งเลือกคนที่ไม่ค่อยเหมาะสม ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้แทนที่จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น กลายเป็นเอาไปเอามาทำให้เกิดแผลในใจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

สุดท้าย ความตึงเครียดที่เกิดจากการหย่าร้างพบได้ในทุก ๆ ครอบครัว และมักก่อให้เกิดความยากลำบากสำหรับเด็กทุกคน สิ่งสำคัญที่พ่อและแม่ควรจะต้องพิจารณาก่อนการหย่าร้างคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็กมีบาดแผลในใจน้อยที่สุด มีการปรับตัวและพัฒนาการเป็นไปอย่างเหมาะสม ทำให้เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัย อย่างเท่าที่เด็กคนหนึ่งพึงจะมี อย่าให้ถึงกับว่า หย่าแล้วทำให้ชีวิตทุกคนพังพินาศไปหมด

บทความโดย หมอคลองหลวง จาก facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

“หมดไฟ” …. “Burnout”

เชื่อว่าคนทำงานหลายคนเคยเป็น ที่ทำงานไปทำงานมา จะเบื่อ เซ็งเป็ดกะงาน ทำไปวัน ๆ เช้าชามเย็นชาม ไม่อยากคุยกะใครในที่ทำงานทั้งนั้น ถ้าทำได้อยากลายาวหรือ หายตัวไปเลยไม่โผล่มาทำงานอีก …. ถ้าคุณกำลังประสบกับภาวะเช่นนี้ คุณกำลังมีอาการ burnout ครับ !!!

“Burnout” เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ เวลาที่เราคุยหรือบ่นกันเรื่องงาน แต่ในภาษาไทยยังไม่มีคำที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการ บางคนก็เรียกกันว่า “หมดไฟ” ในบทความทางวิชาการบางเล่มใช้คำว่า “ความเหนื่อยล้า” “ความเหนื่อยหน่าย” หรือบางครั้งก็เรียกกันยาวเหยียดว่า “ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน” แต่เพื่อไม่ให้สับสน ในที่นี้ผมจะขอใช้ทับศัพท์ว่า burnout ละกันนครับ

ฺBurnout มีอาการยังไง

Maslach นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้อธิบายอาการของ burnout ไว้สามด้านดังนี้

1. ความเหนื่อยหน่ายด้านอารมณ์ (emotional exhaustion) เป็นอาการที่เด่นชัดที่สุดของ burnout คือ คนที่จะเป็นจะเบื่อ เซ็ง หมดกำลังใจ ไม่กระตือรือร้นในการทำงาน

2. การลดความเป็นคน (depersonalization) หมายถึง มองเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าในแง่ไม่ดี จนมักทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดูไม่เต็มใจที่จะบริการลูกค้า (หรือผู้มาติดต่อ) และดูแลลูกค้าแบบแห้งแล้งเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ

3. การลดความสำเร็จส่วนบุคคล (decreased occupational accomplishment) ผู้ที่มีอาการ burnout จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ และมองตัวเองในแง่ร้าย

Burnout พบได้บ่อยแค่ไหน
การ burnout นี่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยม๊ากกก นะครับ จากการศึกษาส่วนใหญ่มักพบได้ประมาณ 15-50% ของคนทำงาน

ผลเสียของ burnout
Burnout มีความสำคัญต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กร เพราะก่อให้เกิดผลเสียหลายๆ ด้าน โดยในแง่ของร่างกายพบว่า คนที่มีภาวะ burnout จะขาดงานบ่อย มีอัตราการลาป่วยมากกว่าคนทั่วไปถึง 2-7 เท่า โดยส่วนใหญ่จะลางานด้วยอาการ ปวดหัว ปวดท้อง หรือไข้หวัด ส่วนในแง่ของอารมณ์ คนที่มีภาวะ burnout มักจะโกรธง่าย ขี้หงุดหงิด มีสีหน้าไม่รับแขก ซึ่งก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งกับผู้ร่วมงานและลูกค้า นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังมักจะแยกตัว ไม่สุงสิงกับผู้ร่วมงาน ไม่มีความกระตืนรือร้นในการทำงาน ขาดความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ จนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรแย่ลง และสุดท้ายหากเป็นมากๆ ก็จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ (depressive disorder) และมักนำไปสู่การลาออก

Burnout

วงจรของภาวะ burnout
Freudenberger จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้เขียนถึง 12 ขั้นตอนของการเกิด burnout โดยเริ่มจากช่วงไฟแรก จนไปถึงการเกิด burnout เต็มรูปแบบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร (เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องเคยรู้สึกอย่างน้อยหลายข้อในนี้)
1. ระยะพิสูจน์ตนเอง (compulsion to prove oneself) เป็นขั้นตอนแรก ส่วนใหญ่ก็เป็นตอนเริ่มงานใหม่ โดยคนๆ นั้นจะมีภาพของตัวเองในอุดมคติ มีความทะเยอทะยานต้องการที่จะพิสูจน์ตนเอง จึงเป็นระยะที่จะทำงานหนักเพื่อให้เพื่อนร่วมงานตระหนักถึงตนเอง

2. ระยะทำงานหนัก (working harder) เป็นขั้นที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าเราเป็นบุคคลที่ไม่สามารถหาคนอื่นมาทดแทนได้ ทุ่มเทและสนใจแต่กับการทำงาน

3. ระยะไม่ใส่ใจความต้องการของตนเอง (neglecting their needs) เมื่อทำการทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างมากเกินไปจนเหมือน“บ้างาน” ทำให้คนๆ นั้นเริ่มละเลยความต้องการพื้นฐานของตนเอง เช่น ไปเที่ยวน้อยลง หอบงานไปทำที่งาน เสาร์-อาทิตย์ก็ยังทำงาน นอนน้อย ทำงานจนดึกดื่น ใช้เวลากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัวน้อยลง

4. ระยะเริ่มเกิดความขัดแย้ง (displacement of conflicts) เมื่อบ้างานถึงจุดหนึ่ง ในระยะนี้คนๆ นั้นจะเริ่มคิดแล้วว่าชีวิตของตนเองมันมีบางอย่างที่ “ผิด” ไปหรือรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง “ทะแม่ง ๆ” นะ แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าคืออะไร คนที่อยู่ในระยะนี้มักจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางกายบ่อยๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดท้อง นอนไม่หลับ เป็นต้น

5. ระยะปรับคุณค่าใหม่ (revision of values) หลังจากงง ๆ สับสนว่าเกิดอะไรกะตัวเอง ทำให้คน ๆ นั้นพยายามกลับมาคิดใหม่ว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่มี “คุณค่า” ที่สุดสำหรับตัวเอง โดยคนที่จะ burnout จะมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ “งาน” เท่านั้น และงานนี่แหละที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ทำให้ยิ่งละเลยความต้องการพื้นฐานของร่างกายและความสัมพันธ์อื่นๆ ไปจนหมดสิ้น รวมทั้งหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในใจตนเองด้วยการไม่สนใจหรือไม่รับรู้เรื่องอารมณ์อีกต่างไป

6. ระยะปฏิเสธไม่รับรู้ปัญหา (denial of emerging problems) เป็นระยะที่จะเริ่มแสดงอาการ burnout ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะเริ่มแสดงอารมณ์บางอย่างออกมาให้เห็น เช่น ขาดความอดทน โกรธง่าย ดูก้าวร้าว มักจะต่อว่าหรือโทษว่าเป็นเพราะงานหรือเพราะคนอื่น โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นตัวเองนั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงไป

7. ระยะแยกตัว (withdrawal) เป็นขั้นที่คนๆ นั้นจะแยกตัว เข้าสังคมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำงานโดยแทบไม่มีความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน รู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการทำงานและไม่มีทิศทาง จึงทำงานแบบยึดติดกับกฏหรือคำสั่งอย่างเคร่งครัด เช่น ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือตามกฎเท่านั้น ไม่ทำเกินกว่านั้นแม้ว่าจะทำให้ผลงานดีขึ้นหรือเป็นประโยชน์กับองค์กรก็ตาม

8. ระยะพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (obvious behavioral changes) เป็นระยะที่บุคคลภายนอก (เช่น เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว) สามารถสังเกตเห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชัดเจน จากคนที่เคยแอคทีฟ ร่าเริง มีความสุข กลายเป็นคนเก็บตัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว ดูทุกข์ และไม่ค่อยดูแลตัวเอง

9. ระยะขาดความเป็นบุคคล (depersonalization) เป็นระยะที่คนๆ นั้นจะมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองและคนอื่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ทำงานเดิมๆ แบบให้จบไปวันๆ ไม่มองถึงอนาคต และไม่รับรู้ถึงความต้องการของตัวเอง

10. ระยะว่างเปล่าภายใน (inner emptiness) ในขั้นนี้ผู้ที่เป็นจะรู้สึกว่าภายในใจตัวเองว่างเปล่า ทำให้อาจหันเหไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เหมาะสม เช่น กินมาก มีเพศสัมพันธ์ไม่เหมาะสม ดื่มเหล้าหรือใช้ยาเสพติด เพื่อช่วยลดความรู้สึกนั้น

11. ระยะซึมเศร้า (depression) จะมีอาการเหมือนภาวะซึมเศร้าอย่างเต็มที่ เช่น เศร้า ไม่อยากทำอะไร รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไร้ความหวัง ไร้อนาคต ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต และมีอาการทางกายอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

12. ระยะ burnout syndrome อย่างเต็มที่ ในระยะนี้คนๆ นั้นมักอยากหนีจากสถานการณ์ที่ประสบอยู่ เช่น คิดจะลาออก หรือบางคนก็หนีไปไม่มาทำงานดื้อๆ ในบางคนที่มีอาการรุนแรง อาจถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย โดยที่ในระยะที่ 11-12 เป็นระยะที่ควรไปพบแพทย์และรับการบำบัดรักษา

สาเหตุของการ burnout
การหมดไฟ เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. ปัจจัยส่วนบุคคล (individual aspect)
– ไม่รู้หรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญ/คุณค่าของงานที่ทำ
– มีความคาดหวังที่มากเกินกว่าความเป็นจริง เช่น หวังว่ารายได้จะเยอะกว่านี้ หวังว่าจะก้าวหน้าได้เร็ว ๆ หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชม เป็นต้น การคาดหวังสูงๆ แล้วไม่ได้อย่างที่หวังซ้ำๆ จะเกิดภาวะ burnout ได้ง่าย
– มีบุคลิกภาพแบบไม่ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ยาก
– มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) เช่น กังวลหมกมุ่นกับความผิดพลาดอย่างมาก และมีมาตรฐานสูงจนเกินไป
– “โสด” (หลายคนอาจสะดุ้งเล็กน้อย แต่การศึกษาพบว่าคนโสดจะ burnout มากกว่าผู้ที่มีแฟนหรือแต่งงาน ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก การมีคนอยู่ด้วย คุยด้วย ปรับทุกข์ด้วยย่อมดีกว่าเป็นเรื่องธรรมดา)

2. ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal aspect)
– ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน โดยพบหากคนในที่ทำงานไม่สนิทกันจะยิ่งเกิด burnout ได้ง่าย

3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (environmental aspect)
– มีเพื่อนร่วมงานที่ burnout – พบว่าการ burnout นี่เหมือนโรคติดต่อ หากที่ทำงานเดียวกันมีคน burnout หลายคน คนที่เหลือมีโอกาส burnout ได้ง่าย และตรงข้ามหากไม่มีใครเป็น โอกาสที่คนจะเป็นขึ้นมาก็จะน้อย
– ค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับงานที่ทำ เช่น ค่าตอบแทนน้อยเกินไป
– งานที่เคร่งเครียด กดดัน และมีความต้องการสูงในระยะเวลาอันสั้น เช่น แพทย์ที่ต้องตรวจผู้ป่วนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น และห้ามตรวจพลาดไม่งั้นจะโดนฟ้องหรือร้องเรียน เป็นต้น (ปล. แพทย์เป็นอาชีพหนึ่งที่พบ burnout อยู่ในระดับสูงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ โดยเฉพาะที่ทำงานในรพ.รัฐ)
– งานที่ขาดความมั่นคง และไม่มีความเจริญก้าวหน้า เช่น งานประเภทที่จะถูกเลิกจ้างเมื่อไรก็ไม่รู้ หรือไม่มีโอกาสเติบโตในชีวิตการทำงานเลย

4. ปัจจัยด้านการบริหารองค์กร (organizational management aspect)
*** การหมดไฟไม่ใช่ปัญหาของ “คน” เท่านั้น แต่องค์กรมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ดังที่จะเห็นได้ว่า ที่ทำงานบางที่ มีแต่คน burnout เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ใครเข้ามาทำอยู่ได้ไม่นาน ก็หมดไฟ ลาออก วนเวียนไปมาแบบนี้ ***
ลักษณะของที่ทำงานที่จะเป็นอุตสาหกรรมสร้างคนหมดไฟมีลักษณะดังนี้

- ปริมาณงานมากเกินไปแต่ทรัพยากรในการทำงานน้อย เช่น สถานที่ราชการบางแห่ง มีคนมาติดต่อวันหนึ่งจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่มีน้อย แถมอุปกรณ์ก็ห่วย เช่นคอมพ์เก่า แอร์เจ๊ง ฯลฯ

- ไม่มีเวลาว่าง/ไม่มีวันหยุดพักร้อน ซึ่งทำให้คนเหนื่อยล้าได้ง่าย บ้านเราหน่วยงานรัฐฯ ส่วนใหญ่ลาพักร้อนได้เพียง 10 วันต่อปี … แต่หากบางประเทศจะพบว่า ลาได้กัน 30-45 วันต่อปีเลยทีเดียว

- ต้องรับหน้า แต่ไม่สามารถตัดสินใจหรือไม่มีอำนาจในการสั่งการ เช่น พนักงานต้อนรับที่แต่ละวันต้องแก้ปัญหาให้กับลูกค้าจำนวนมาก แต่กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ จะทำอะไรก็ต้องถามผู้จัดการก่อนทุกครั้ง

- ขาดสิ่งจูงใจในการทำงาน ทำดีไม่ได้ดี หรือทำมากทำน้อยก็ได้ผลตอบแทนเท่ากัน หรือทำดีไม่เคยชมแต่ทำพลาดด่าอย่างเดียว * ข้อนี้เป็นระดับคลาสิค โดยเฉพาะทำงานในหน่วยงานรัฐ ที่พบว่า ทำงานมากทำงานน้อย สุดท้ายได้เงินเดือนเท่ากันได้ขั้นเท่ากัน ใครทำงานดียิ่งได้งานเยอะในขณะที่ ใครไม่ค่อยมาทำงานก็ยิ่งสบายขึ้นเรื่อย ๆ (ในเงินเดือนที่เท่ากัน)

- ไม่มีความยุติธรรมในองค์กร เช่น มีการเล่นเส้นเล่นสาย เลือกที่รักมักที่ชัง ประเมินผลงานแบบไม่ยุติธรรม ทำงานดีแต่สู้คนที่ประจบเจ้านายไม่ได้ เป็นต้น

- มีการบริหารงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เป็นพิธีรีตองมากจนเกินไป ในข้อนี้ใครทำงานหน่วยงานราชการน่าจะเข้าใจง่ายขึ้น เช่น การจะขอหนังสือสักฉบับอาจจะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ต้องการติดต่อขอพบผู้บริหารระดับสูง อาจจะต้องใช้เวลานัดเป็นเดือน เป็นต้น

การแก้ไข ทำไรดีเมื่อพบว่าเราเริ่มติดอยู่ในขั้นของ burnout แล้ว
* สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้ก็คือ เรื่อง burnout ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับบุคคลอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องแก้ไขในระดับขององค์กรด้วย เนื่องจาก burnout เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดในที่ทำงาน หากที่ทำงานยังเหมือนเดิมก็คงยากที่ปัญหาจะหายไป ต่อให้คนเก่าลาออกไป คนใหม่ที่เข้ามาก็มีโอกาส burnout ได้สูงอยู่ดี จนบางครั้งกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ต้องเปลี่ยนคนทำงานทุก 1-2 ปี

การแก้ไขในระดับบุคคล
– สอนให้รู้จักวิธีการปรับตัวที่ดีขึ้น และลดความเครียดจากการทำงาน เช่น รู้จักวิธีแก้ไขเมื่อเกิดความเครียดหรือเบื่อหน่าย รู้จักปรึกษาผู้อื่นเมื่อมีปัญหา

- ปรับชีวิตให้สมดุล จัดเวลาเพื่อการพักผ่อนอย่างเหมาะสม เช่น มีเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ มีเวลาว่างเสาร์หรืออาทิตย์อย่างน้อยสักวันที่ห้ามทำงานเน้นพักผ่อนอย่างเดียว และปีหนึ่งควรมีโอกาสลาพักผ่อนไปเที่ยวบ้าง

- หากพบว่าเป็นมากจนถึงขั้น 11, 12 ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป

การแก้ไขในระดับองค์กร
การแก้ไขในระดับองค์กร ก็คือให้แก้ตามสาเหตุของการเกิด burnout (ที่เขียนไว้ด้านบน) อาทิ
– สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี เช่น ส่งเสริมให้คนในที่ทำงานสนิทสนมกัน เรียนรู้วิธีทำงานร่วมกันเป็นทีม
– มีช่วงเวลาและระบบการฝึกงานที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาทำงานเข้าใจและทำงานได้ ไม่ใช่ให้มาลองผิดลองถูกกันเอาเอง
– มีรายได้ที่เหมาะสมกันงาน รวมทั้งมีสิ่งจูงใจอื่นๆ เช่น อาจมีรางวัล โบนัส ให้รางวัลพนักงานดีเด่น เป็นต้น ใครทำดีมีความสามารถ ก็ควรได้ดีตามความสามารถ
– ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มทรัพยากรให้เพียงพอกับงาน
– มีบุคลากรหรือหน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาได้
– มีเวลาให้พักผ่อนและวันพักร้อนอย่างเหมาะสม
– มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นหรือมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน
– มีการระบุให้ชัดเจนว่างานที่ทำครอบคลุมส่วนใด และต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เบลอ ๆ ทำงานกันแบบไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
– ปรับปรุงระบบการบริหารงานให้คล่องตัวและรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน
– และสุดท้ายผู้บริหารและองค์กรควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ burnout ด้วย

…..หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่กะลังหมดไฟ และผู้ที่เป็นเจ้านายคนนะครับ …

บทความโดย หมอคลองหลวง จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

สำรวจจิตใจตัวเอง‬ – เมื่อจะแต่งงาน(เพียง)เพราะคบกันมานาน

คนไข้ชาย สมมติชื่อเขม มาพบหมอด้วยอาการนอนไม่หลับ1เดือน น้ำหนักลด รู้สึกไม่สบาย ไม่มีสมาธิจนต้องลางานอาทิตย์ละวันสองวัน ช่วงพักอยู่บ้านก็นอนเฉยๆเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร แม้กีฬาที่ชอบก็ไม่อยากเล่น เงียบลงกว่าเดิม
วินิจฉัยได้ไม่ยากว่าอาการทั้งหมดเข้าได้กับโรคซึมเศร้า คำถามก็คือปัจจัยกระตุ้นคืออะไร?

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นในชีวิตช่วงนี้ นอกจากงานแต่งงานที่กำลังจะมาถึงในอีก1เดือน

แฟนของคุณเขม – ว่าที่เจ้าสาว ทั้งห่วง โกรธ และงง (และคงจะเสียเซลฟ์ด้วย) ว่าเกิดอะไรขึ้นว่าที่เจ้าบ่าวถึงเป็นแบบนี้ แล้วจะทำอย่างไรกับทุกอย่างที่เตรียมไว้หมดแล้ว เหลือแค่พิมพ์การ์ด??

ฟังเผินๆอาจจะดูน่าแปลกใจนะคะ ที่คนๆนึงซึมเศร้าทั้งๆที่กำลังจะแต่งงานกับแฟนที่เขาคบเอง ไม่ได้ถูกคลุมถุงชน

กลับไปที่คุณเขมอีกครั้ง เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดี การงานดี ฐานะดี และมีโอกาสพบผู้หญิงหน้าตาดีๆเสมอเมื่อแฟนถามถึงเรื่องแต่งงานหลังจากคบกันมา7-8ปี เขาก็เห็นว่ามันถึงเวลาอันสมควรแล้ว
แต่ในใจลึกลึก…ยังไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตกับคนๆนี้อย่างถาวร อย่างเป็นทางการ

ความขัดแย้งในใจ(ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว)นี้แหละค่ะ คือปัจจัยกระตุ้น

10365937_522934777810543_5947051683752456691_n

คุณเขมเป็นเพียงกรณีตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะคะ ยังมีคนไข้อีกหลายคนที่แต่งงานเพราะเห็นว่า “ถึงเวลา” เป็นหลัก…แล้วก็ไม่มีความสุขเท่าที่ควร

แต่ละคนคงมีเหตุผลที่จะแต่งงานไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม อย่าลืมสำรวจใจตัวเองให้ดีถึง”ความรู้สึก”ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญมากอย่างหนึ่ง(ในหลายๆอย่าง)นะคะ

เพราะการแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
เราคงต้องคิดในส่วนที่ควรคิด และแน่ใจตัวเองในส่วนที่เป็นความรู้สึกค่ะ

บทความโดย หมอมีฟ้า‬ จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

รูปจาก https://m.facebook.com/SanookMovieMusic?refsrc=https%253A%252F%252Fth-th.facebook.com%252FSanookMovieMusic&_rdr

การเสพติด Social Network ในที่ทำงาน

เคยสงสัยหรือไม่ว่า เพราะอะไรบางบริษัทจึงต้องบล็อคการใช้งานเว็บไซต์สังคมออนไลน์ หรือ Social Network ต่างๆ เช่น Facebook, MySpace, Twitter มีรายงานพบว่าบริษัทในสหรัฐอเมริกาจำนวนกว่าครึ่งหนึ่ง ทำการบล็อคการใช้งานเหล่าเว็บไซต์สังคมออนไลน์ต่างๆเหล่านี้ โดยบางบริษัทอนุญาตให้ใช้ได้ในส่วนที่เกี่ยวกับงานเท่านั้น และเหลือไม่กี่บริษัทที่อนุญาตให้ใช้ตามสบาย สาเหตุหลักที่บริษัทส่วนใหญ่ห้ามไม่ให้ใช้เว็บไซต์ประเภทนี้ คือ พนักงานของบริษัทนั้นๆไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ใช้เว็บไซต์อย่างมีสติได้ ทำให้รบกวนเวลาทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ Social Network ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมกันมากอย่าง Facebook ซึ่งปัจจุบันที่ผู้ใช้บริการทั่วโลกประมาณ 500ล้านคน พบว่าในประเทศไทยมีผู้ใช้อยู่ราว 6ล้านคน ประมาณร้อยละ 70 อยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี (ซึ่งหมายความว่า คนไทยที่ใช้บริการ Facebook ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน) สิ่งที่ทำให้ Facebook เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากสามารถเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า หรือการหาเพื่อนใหม่ บางคนสามารถใช้ Facebook หาข้อมูลต่างๆ เวลาทำงานได้ โดยแหล่งข้อมูลก็คือ บุคคลใน Friend lists นั่นเอง หรือบางครั้งที่รู้สึกเครียดจากการทำงาน การระบายความรู้สึกเป็นตัวอักษรผ่านFacebook ก็เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดีทีเดียว

แต่ท่ามกลางข้อดีต่างๆของ Social Network ก็ย่อมมีข้อเสียเป็นธรรมดา เรื่องความเป็นส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง การโพสต์ข้อความต่างๆในเว็บไซต์โดยไม่ไตร่ตรองอาจนำมาซึ่งผลเสียแก่ตนเองและผู้อื่น มีบริษัทแห่งหนึ่งไล่พนักงานออกทั้งแผนก เหตุเพราะพนักงานแผนกนั้นไปตั้งกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์บริษัทตนเองในFacebook และมีการอ้างอิงถึงผู้บริหารบริษัทในทางไม่ดี เพราะฉะนั้น หากตัดสินใจโพสต์ข้อความอะไรลงในเว็บไซต์ Social Network แล้ว คงต้องระลึกอยู่เสมอว่าจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่โพสต์และข้อความนั้นๆจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ข้อเสียอีกประการที่สำคัญและทำให้บริษัทต่างๆต้องบล็อคการใช้งานเว็บไซต์ Social Network ก็คือ พนักงานบริษัทใช้ Social Network จนเกิดภาวะการเสพติดSocial Network (Social Network Addiction)

เราอาจเคยมีประสบการณ์จากการสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้าง ตัวเราหรือคนอื่นมีอาการแบบนี้บ้างหรือไม่ ยกตัวอย่างบางครั้งในห้องประชุมขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างตั้งใจ เพื่อนที่นั่งข้างๆก็ค่อยๆลุกออกไปจากห้องแล้วกระซิบบอกว่า “สตรอเบอรี่ใน Farmville (เกมส์หนึ่งที่เป็นนิยมกันมากใน Facebook ) ของฉันสุกแล้ว ต้องรีบไปเก็บ ไม่งั้นมันจะเน่า” หรือขณะกำลังพรีเซนต์งานอยู่ก็คิดกระวนกระวายว่าตอนนี้จะมีใครมาcomment Status ของตัวเองบ้างหรือไม่…บางทีเวลาที่เข้าใช้งานเว็บไซต์ Social Network ไม่ได้ ก็รู้สึกแย่เหมือนหากุญแจเข้าบ้านไม่เจอทีเดียว หากรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองเมื่อเล่นหรือใช้เวบไซต์ Social Network เหล่านี้จนต้องหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา ทำให้มีผลกระทบถึงการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสัมพันธภาพกับคนรอบข้างแย่ลง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสัญญาณของอาการเสพติด Social Network

10249711_520838528020168_6604352098226191382_n

อาการของภาวะเสพติด Social Network อาจสรุปโดยคร่าวๆ ได้แก่
1) Preoccupation คือ อาการหมกมุ่นอยู่กับการเข้าเว็บไซต์ Social Network เช่น ก่อนนอนและตื่นนอนสิ่งแรกที่ทำก็คือ เปิดเว็บไซต์ดูว่ามีใครมาคุยอะไรด้วยหรือไม่, ความคิดและการกระทำเกือบทุกอย่างเกี่ยวข้องกับ Social Network ที่ใช้ เช่นหัวข้อที่คุยกับเพื่อนร่วมงาน เนื้อหาสาระก็จะเป็นเรื่องของ Social Network

2) Loss of self control คือ ขาดการควบคุมตนเอง เช่น ใช้ Social Network จนไม่ได้หลับได้นอน ไม่ได้ทำกิจวัตรประจำวันที่ควรทำ เช่น การอาบน้ำหรือรับประทานอาหารตามเวลา

3) Impairment of functions คือ หน้าที่การงานถดถอย รวมถึงสัมพันธภาพกับคนรอบข้างสูญเสียไป เช่น การใช้ Social Network มากจนทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่เสร็จตามเวลา หรือทำได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่ได้ใช้ Social Network ตามที่ต้องการอาจมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว และมีปัญหาทะเลาะกับคนรอบข้างหรือเพื่อนร่วมงานด้วยเรื่องการใช้ Social Network ซึ่งหากมีอาการต่างๆเหล่านี้ นั่นแสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหา ภาวะการเสพติด Social Network

การใช้ Social Network อย่างฉลาด เพื่อที่จะไม่ให้ก่อให้เกิดปัญหาก็คือ ผู้ใช้จะต้องมี 3S คือ Self Awareness, Self Control และ Self Evaluation

S แรก Self Awareness คือ ต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ควรจะใช้ Social Network ในเวลาทำงาน ควรใช้ในเวลาว่าง เช่น พักกลางวัน หลังเลิกงาน

Sที่2 Self Control คือ การควบคุมตนเอง จัดการเวลาในการเข้าไป Social Network แต่ละวัน เช่นไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และไม่ควรหยิบอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึง Social Network ขึ้นมาใช้เวลาที่ต้องทำกิจกรรมอื่น เช่น อยู่ในห้องประชุม เวลาทำงาน

S สุดท้าย Self Evaluation คือ ประเมินตัวเองเสมอว่ากำลังใช้ Social Network มากเกินไปจนมีผลกระทบกับตัวเอง หน้าที่การงาน และคนรอบข้างหรือไม่ การป้องกันการเสพติด Social Network ที่ได้ผลดี คือ การหากิจกรรมอื่นๆทำในเวลาว่าง เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ฯลฯ เพื่อให้มีกิจกรรมอื่นๆนอกจากการใช้ Social Network

โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกไร้พรหมแดน การติดต่อสื่อสารทำได้สะดวกรวดเร็วและง่ายดาย แต่ก็เหมือนการขับรถที่ยิ่งขับเร็วมากเท่าไร ความอันตรายก็มากขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเราควรจะใช้ Social Network ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้เท่าทันผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ Social Network อย่างไม่ระมัดระวังด้วย

บทความโดย หมอมินบานเย็น จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

ภาพจาก http://www.mediabistro.com

พูดอย่างไรให้เข้าใจกัน

ไม่ว่าปัญหาของคนไข้ที่มาพบหมอจะเป็นเรื่องอะไร – ความรัก ครอบครัว การทำงาน ประเด็นเรื่อง”การสื่อสาร”เป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ เพราะเป็นทั้งตัวกระตุ้นปัญหาชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทางออกชั้นดี เหมือนประตูบานเดียวกันที่เปิดไปคนละทาง

บ่อยครั้งปัญหาเกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจกัน ความเข้าใจผิด หรืออาจจะเป็นแค่เพียงความไม่รู้เท่านั้น แต่ที่มันยังเกิดขึ้นต่อไปก็เพราะไม่ได้มีการพูดคุยให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน

หมอชอบใช้คำว่า”คนที่เกี่ยวข้อง”ค่ะ เพราะในแต่ละเหตุการณ์ มักจะไม่มีใครถูกหรือผิดทั้งหมด (แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าตัวเองถูก และเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ตาม … หมอฟังหนังคนละม้วนจากผู้ที่เกี่ยวข้องประจำเลยค่ะ) ทุกคนต่างมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ดังนั้นทุกคนจึงสามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

ก็มาสู่ประเด็นที่ว่า จะพูดอย่างไรให้เข้าใจกัน หลายคนอยากจะพูดแต่ไม่รู้จะพูดยังไง กลัวพูดไปแล้วแย่กว่าเดิม

คำตอบคือ เราต้องพูดให้”ชัดเจน”ค่ะ และ ไม่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกตำหนิ ตัดสิน หรือกล่าวหา
โดยสิ่งที่พูดยังไงก็ถูกต้องเสมอคือ “ความรู้สึกของเรา” + “ข้อเท็จจริง”

“ความรู้สึก” เช่น ดีใจ เสียใจ น้อยใจ อาย ภูมิใจ หงุดหงิด โกรธ เบื่อ ชอบ เป็นต้น
ตรงนี้ต้องเน้นหนักๆเลยว่าเป็นความรู้สึกนะคะ **ไม่ใช่ ความคิดเห็น **
เพราะบางทีเราดันไปพูดสิ่งที่เป็น ความคิดเห็น ตามหลังคำว่า รู้สึก เช่น ฉันรู้สึกว่าหัวหน้าลำเอียง
(สังเกตง่ายๆค่ะ ความรู้สึก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจเรา แต่ความคิดเห็น จะไปพาดพิงถึงบุคคลอื่น)

“ข้อเท็จจริง” คือ การกระทำ สิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน เช่น พ่อดื่มเบียร์อาทิตย์ละ5วัน วันละ4ขวด
ไม่ควรพูดเป็นคำ adjective เช่น พ่อ”ขี้เมา” เพราะแต่ละคนก็มีเกณฑ์ว่าดื่มจัดหรือบ่อยไม่เท่ากัน
หรือไม่ควรใช้คำพูดที่”ตัดสินหรือเหมารวม”ไปแล้ว เช่น เธอไม่สนใจฉันเลย เพราะอีกฝ่่ายอาจจะมองว่าเขาทำเต็มที่แล้ว แต่ควรพูดถึงการกระทำ

ตัวอย่าง
– แม่เป็นห่วงที่ลูกกลับบ้านหลังห้าทุ่มโดยไม่ได้โทรมาบอกก่อน คราวหน้าถ้าจะกลับผิดเวลาช่วยบอกแม่ก่อนนะจ๊ะ
– ฉันไม่ชอบที่เธอเรียกฉันว่าจอน เพราะนั่นคือชื่อพ่อของฉัน ฉันอยากให้เธอเรียกชื่อของฉันมากกว่า
– เค้า(หมายถึงตัวเอง)น้อยใจนะ ที่ตะเอง(หมายถึงแฟน)โทรมาหาเค้าแค่อาทิตย์ละสองครั้ง จากเดิมโทรทุกวัน ตะเองพอจะบอกเค้าได้มั้ยว่าเป็นเพราะอะไร?

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ผู้พูดได้บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบอย่างไรกับผู้อื่น โดยไม่ได้บอกว่ามันเป็นความผิดของใคร
และได้มีโอกาสเสนอสิ่งที่ตัวเองต้องการ รวมถึงถามในสิ่งที่สงสัยด้วย

ซึ่งการพูดในลักษณะที่ไม่กระตุ้นให้คนฟังรู้สึกว่าถูกตำหนิ กล่าวหา กล่าวโทษ หรือตัดสินซะตั้งแต่แรกแบบนี้ จะทำให้เราเข้าใจกันได้ค่ะ
เพราะปัญหาในการสื่อสาร มักอยู่ที่”วิธี”การสื่อสาร มากกว่าเนื้อหา

ดังนั้น นอกจากรูปแบบประโยคข้างต้นแล้ว กาลเทศะและอวัจนภาษา(สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง)ก็มีความสำคัญพอๆกันเลยค่ะ
ดูก่อนว่าทั้งเราและเขา อยู่ในภาวะที่พร้อมจะพูดและรับฟังซึ่งกันและกัน ไม่ได้กำลังหิว เหนื่อย รีบ เครียด
และสีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียงของเรา สองคล้องกับคำพูด … หาไม่แล้วอาจกลายเป็นการประชดประชัน หรือกระตุ้นต่อมโมโหกันเช่นเดิมค่ะ

ลองดูนะคะ ปัญหาบางอย่างเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา แก้ไม่ยากเลย เพราะใครๆก็อยากให้คนอื่นพูดดีๆด้วย

1505644_5

พูดอย่างไรให้เข้าใจกัน(2) : ณ ที่ทำงาน

ขณะที่หมออัพโหลดโพสต์นี้ หลายๆคนคงเพิ่งดู “อย่าลืมฉัน” จบไปนะคะ สิ่งหนึ่งที่หมอว่าน่าสนใจมาก ก็คือการรับมือของคุณแอนต่อเจ้านายที่เป็นแฟนเก่าอย่างพี่ติ๊ก ซึ่งปาขยะอารมณ์ใส่เธอตลอดเวลา แต่เธอก็อดทนทำงานอย่างสงบนิ่ง

เรื่องงานเป็นปัญหาอันดับ2ที่พาให้คนไข้มาหาหมอค่ะ (อันดับ1ที่หมอเจอคือเรื่องความรัก) และเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานก็เป็นประเด็นลำดับต้นๆในหมวดนี้ โดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการต้องทำอะไรหลายๆอย่างจนหัวหมุน หรือมีเจ้านายหลายคนและแต่ละคนต้องการอะไรไม่เหมือนกันในเรื่องเดียวกัน เล่นเอาเหนื่อยทั้งกายและใจ

บางคนคิดอยากลาออก แต่ก็รู้ว่าอาจหนีเสือปะจระเข้ เพราะที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีปัญหา ดังนั้นก่อนจะไปถึงขั้นยื่นซองขาว หมอมักแนะนำคนไข้ให้พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเสียก่อนค่ะ

ว่าคุณได้รับมอบหมายให้ทำอะไรบ้าง , คุณประสบข้อขัดข้องอะไรในการทำงาน (เรื่องเวลา เรื่องการขาดความรู้ เรื่องผู้ช่วย ฯลฯ) , คุณอยากได้คำแนะนำ/คำตอบ/ความช่วยเหลืออะไรจากเจ้านายหรือผู้ร่วมงาน
(รูปแบบประโยค อ่านเพิ่มเติมได้จากโพสต์ก่อนหน้านี้ #พูดอย่างไรให้เข้าใจกัน ค่ะ)

เนื่องจาก
– เป็น”หน้าที่”ของเจ้านายก็จริงค่ะ ที่ควรจะดูแลสุขทุกข์และรับรู้ความเป็นไปของลูกน้อง แต่ก็อาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้เขาไม่(สามารถ)ทำ(ได้)
– เป็น”สิทธิ”โดยชอบธรรมของเราค่ะที่จะได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงเป็น”หน้าที่”ของเราของเราโดยตรงเลยค่ะ ที่จะต้องบอกให้เจ้านายรับทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง และเพราะไม่ใช่หน้าที่ของใครที่จะรู้ใจคนอื่นๆโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ติดต่อบ่อยๆ
– หากบอกเจ้านายระดับถัดจากเราแล้วยังไม่เกิดผล ก็ควรหาทางบอกคนที่ใหญ่ขึ้นไป(หากมี) หากไม่สามารถหาโอกาสพบได้เพราะองค์กรใหญ่/เจ้านายยุ่งมาก ก็อาจหาทางอื่นค่ะ เช่นส่งอีเมล

หมอเคยมีคนไข้คนหนึ่ง มาหาด้วยอาการนอนหลับไม่สนิท หงุดหงิดง่าย หลังจากที่ถูกย้ายไปทำงานตำแหน่งเดียวกับพนักงานรุ่นพี่ ทำหน้าที่เดียวกันแต่ไม่มีการแบ่งงานให้ชัดเจน เด็กๆในทีมก็ล้วนแต่มาถามเธอคนเดียว อาจจะเพราะเธอมีบุคลิกที่ดูเป็นมิตรกว่า
ซึ่งหลังจากพบหมอ คนไข้ก็ได้ไปคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ค่ะ พอเข้าใจกันแล้วก็เลยมีการตกลงกันทั้งเรื่องขอบเขตงานและการดูแลน้อง และเมื่อสบายใจแล้วอาการข้างต้นก็หายไปค่ะ

คนไทยอาจจะรู้สึกไม่ชินกับการเดินเข้าไปพูดตรงๆนะคะ แต่การไม่พูดถึงปัญหาย่อมไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา แล้วทุกอย่างก็อาจจะแย่ลงไปอีก

ดังนั้นก่อนที่จะลาออก เราต้องใช้สิทธิของเราให้เต็มที่และทำหน้าที่(ปกป้องตัวเอง)ให้สมบูรณ์ก่อนค่ะ หากบอกกล่าวหรือร้องเรียนแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ รายงานไปแล้วแต่หัวหน้าคนไหนๆก็มิได้นำพา คุณก็จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะว่า จะปล่อยวางแล้วอยู่ต่ออย่างอดทนหรือลาออกอย่างสบายใจว่าได้ทำเต็มที่แล้ว
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหน คุณก็จะสบายใจในแง่ว่าคุณได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้ว ไม่ได้เอาแต่บ่นแต่ไม่เคยบอก

ขอให้ทุกคนมีความสุข ณ ที่ทำงานค่ะ

บทความโดย หมอมีฟ้า จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

รูปจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bc/The_Right_to_speak.JPG

ใส่ความเห็น

เด็กขี้เกียจ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจรู้สึกว่าทำไมลูกถึงขี้เกียจอย่างนี้ บอกให้ทำอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะทำ แต่จริง ๆ แล้วควรต้องดูก่อนว่า ถ้าเป็นการขี้เกียจที่เป็นครั้งคราว บางทีเด็กก็อยากพักอยากจะทำอะไรสบาย ๆ บ้างก็เป็นเรื่องที่พบได้ เราจะถือว่าเป็นปัญหาต่อเมื่อบอกให้ทำอะไร เด็กก็มักจะบิดพลิ้ว ยืดเวลาออกไปไม่แสดงอาการสนใจ หรือบางทีก็นิ่งเฉย บอก 2-3 ครั้งก็ยังไม่ทำอะไร อ้างว่าไม่มีแรงบ้าง เหนื่อยหรือเบื่อบ้าง หรือถ้ามีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ เด็กก็มักจะหลบเลี่ยงไม่ทำ บางท่านอาจจะแบ่งงานให้ลูกว่าต้องทำอะไรบ้าง ลูกก็ไม่เคยทำเลย ถ้าทำก็ทำอย่างเชื่องช้าไม่กระตือรือร้น ทำทีไรกว่าจะเสร็จก็ช้ากว่าคนอื่น หรือบางทียังทำไม่เสร็จก็เลิกไปเฉย ๆ

ตรงนี้หลายท่านก็เกิดท้อใจว่าทำไมเด็ก ลูกทำไมถึงได้ขี้เกียจอย่างนี้ ถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้จะยิ่งขี้เกียจยิ่งกว่านี้หรือไม่ จริง ๆ แล้วเรื่องขี้เกียจมักสังเกตเห็นได้ในเด็กช่วงอายุ 7-8 ขวบ ก่อนหน้าช่วงอายุนี้เด็กมักจะดูกระตือรือร้นมากกว่า เช่น ในช่วง 3-4 ขวบ จะเห็นได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรเด็กมักจะเข้ามาทำด้วย เห็นคุณแม่กวาดบ้านเด็กก็อยากจะทำ เห็นคุณแม่ซักผ้าก็อยากจะทำ เห็นคุณแม่ล้างจานก็อยากจะทำ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัยของเขา ที่เริ่มอยากจะเลียนแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ แต่ว่าในบางครั้งความที่เราไม่เข้าใจ หลายท่านก็จะห้ามปรามลูก เพราะกลัวว่าลูกทำไม่สะอาด หรือเกรงว่าลูกจะทำของเสียหาย กลัวจะทำจานแตกไปบ้าง

นานวันเข้าพอลูกเริ่มโตขึ้นความสนใจจะเลียนแบบจะน้อยลง เขาก็ไม่อยากเข้ามาทำ พอมาถึงตอนนี้เราเป็นฝ่ายอยากให้ลูกทำ แต่ลูกไม่ทำ เลยกลายเป็นว่าลูกขี้เกียจ เพราะฉะนั้น ขอเสนอแนะท่านที่ยังมีลูกยังเล็ก ๆ อยู่ ถ้าลูกเริ่มมีความสนใจอยากจะเข้ามาใกล้ชิดอยากมาทำอะไรเลียนแบบ พ่อแม่ควรจะค่อย ๆ ฝึกให้เขาทำงานเหล่านี้ เช่น ถ้าเขาอยากซักผ้าก็อาจจะมีกะละมังเล็กๆ ให้เขาซักเสื้อผ้าบางชิ้นบางอย่างที่ไม่สกปรกมาก โดยเฉพาะเสื้อผ้าของเขาเอง ให้เขาทำด้วยตัวเองคุณก็อาจช่วยเขาบ้าง หรือถ้าเขาอยากมาช่วยงานที่เรากำลังทำบางอย่าง เช่น ทำครัว ก็คงต้องดูว่าถ้างานบางอย่างอาจมีอันตราย เช่น หั่นผัก เราไม่แน่ใจว่าจะหันนิ้วตัวเองไปด้วยหรือไม่ ก็คงต้องเลี่ยง เราอาจหางานอย่างอื่นให้ลูกทำ เช่น ให้ลูกเอาผักไปล้างในตะกร้า หรือเปิดน้ำให้ผัก เป็นต้น

ถ้าทำได้อย่างนี้ ลูกจะรู้สึกคุ้นเคยกับการทำงานตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วก็จะคงอยู่อย่างนี้ต่อไปโดยที่เราจะค่อย ๆ เริ่มเพิ่มความรับผิดชอบบางอย่างให้กับลูก เช่น เมื่อก่อนนี้เราอาจจะทำให้เขาหมดทุกอย่าง ต่อมาเมื่อเขาเริ่มโต เราก็เริ่มหางานให้กับเขา เขามีหน้าที่ต้องเตรียมช้อนส้อม เตรียมจานอาหารของเขาเอง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร หรือว่าเมื่อทานอาหารเสร็จ ก็ควรเก็บจานชามของเขามาวางในอ่างล้างจาน การมีงานให้กับลูกสม่ำเสมออย่างนี้ เขาจะเริ่มคุ้นเคยและมีความรับผิดชอบว่าเขาก็มีส่วนร่วมในครอบครัว เขาก็มีส่วนที่จะต้องทำงานบางอย่างให้กับครอบครัว

สิ่งสำคัญประการหนึ่ง คือ เมื่อลูกทำได้ก็ควรให้คำชมเชย อย่าเอาแต่ตำหนิว่าเมื่อไหร่เขาจะทำได้ดีสักที เด็กอาจจะทำได้ไม่ดี หยิบจับอะไรก็ดูเก้งก้างเกะกะในสายตาคุณพ่อคุณแม่ ก็ไม่เป็นไร บางท่านอาจมีรางวัลให้บ้างเมื่อเขาทำอะไรได้ดี อาจเลือกงานที่เด็กสนใจไปตามความถนัด เด็กผู้ชายบางทีอาจจะไม่ชอบอยู่ในครัวกับคุณแม่ เขาอาจชอบไปอยู่ในสวนหรือไปล้างรถกับคุณพ่อ เราก็เลือกงานที่เด็กสนใจ ฝึกให้เขาช่วยทำงานอยู่เรื่อย ๆ เขาก็จะเห็นว่าการรับผิดชอบงาน การช่วยงานพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาหรือต้องฝืนใจแต่อย่างไร

ความเกียจคร้านของลูกที่เป็นปัญหาหนักอกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ คงเป็นเรื่องความเกียจคร้านในด้านการเรียน หลายคนก็จะบ่นว่าลูกขี้เกียจมาก ไม่ชอบทำการบ้าน ไม่ทำงานต่าง ๆ ที่ครูสั่ง จริง ๆ แล้วถ้าเราฝึกให้มีความรับผิดชอบทุกวัน เรื่องของการบ้าน เรื่องของการจัดตารางเรียน หรือทำอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนของเขา ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ เขาก็คุ้นเคยได้ดีขึ้น

CVNews_6953

ถ้าตอนนี้ลูกโตแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องเกียจคร้าน หรือหลายท่านที่ได้มาฝึกก่อน มาถึงตอนนี้ลูกโตแล้ว อายุ 7–8 ขวบแล้ว บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ สั่งอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจซักอย่างเดียว ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งโมโห ระงับความโมโหไว้ก่อน เพราะยิ่งเราโมโหมาก เด็กก็เริ่มมีแนวโน้มต่อต้านไม่อยากทำมากขึ้น คงจะต้องมาดูกันว่า เราจะช่วยกันปรับในเรื่องความขี้เกียจในลูกอย่างไร

ประการแรกก็คงต้องมาดูว่า มีงานอะไรบ้างที่ลูกพอจะสนใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องลองสังเกตดูเรื่องความสนใจของเขา กำหนดให้เขาเห็นชัดเจนว่า อันนี้เป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ ในช่วงแรก ๆ เราอย่าไปตั้งความหวังว่าลูกจะลุกขึ้นมาทำจากเดิมที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เขาคงไม่ลุกขึ้นมาทำเอง ก็ขออย่าเพิ่งไปตำหนิต่อว่าเขา ปัญหาจะยุ่งยากมากขึ้น ช่วงแรกควรใช้ระบบการเตือน อันนี้ยังจำเป็นอยู่ หลายคนมีความรู้สึกว่าโตแล้ว ไม่อยากจะพูดจะเตือนแล้ว แต่จริงๆ แล้วบางทีเราก็ยังต้องทำอยู่บ้าง น้ำเสียงของเราเวลาที่เตือนก็มีความสำคัญ ควรจะเป็นน้ำเสียงที่เป็นการเตือนจริง ๆ ไม่ใช่น้ำเสียงการต่อว่าประชดประชัน อันนั้นคงไม่ช่วยให้ลูกหายขี้เกียจได้

ในการเตือนเราควรพูดด้วยน้ำเสียงตามปกติ บอกให้เขารู้ว่าถึงเวลาที่ต้องทำแล้วนะ บางที ถ้าเขายังไม่ยอมขยับ หรือไม่ยอมเคลื่อนกายออกมาที่ที่กำลังเล่นอยู่ ก็อาจจะต้องจูงมือออกมา แต่ต้องดูด้วยว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ บางทีลูกกำลังเล่นอะไรอยู่กำลังสนุกมากทีเดียว แต่เราเข้าไปบอกว่าไม่ได้ต้องไปทำเดี๋ยวนี้ ไปดึงเขาออกมาทันที เขาคงจะโมโหมาก เพราะเขากำลังสนุกอยู่กับของเล่นของเขา เพราะฉะนั้นบางทีก็ต้องยืดหยุ่นกันบ้าง อาจให้โอกาสเขาเล่นต่อสักครู่หนึ่ง บอกเขาว่า เอาละเราเห็นว่าเขากำลังสนุกอยู่ จะอนุญาตให้เขาเล่นต่ออีกสำฃักพักหนึ่ง เดี๋ยวสักครู่ อีกประมาณ 5 นาทีคุณแม่จะเข้ามาดูอีกครั้ง แล้วลูกต้องมาทำการบ้านนะคะ

การที่เราให้โอกาสเขาสักพักหนึ่ง แล้วค่อยกลับมา จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ตรงนี้ก็ควรจะต้องมาจูงมือกันไป แล้วก็เริ่มต้น โดยอาจจะต้องทำด้วยกัน เด็กอาจทำตามลำพังไม่ได้ เราก็คงลงมือทำงานชิ้นนั้นด้วยกัน ไม่เป็นไร บางทีเราอาจจะทำมากกว่าเด็กด้วยซ้ำไป แต่จุดที่สำคัญก็คือว่า เราอยากให้เขาเริ่มต้นรู้จักทำอะไร หรือรู้จักทำงานในบ้านบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เกียจคร้าน หรือเอาแต่เล่นอยู่ตลอดเวลา

การแก้ไขขอให้วางแผนแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนไป อย่าไปคาดหวังว่า ถ้าเริ่มต้นแล้ว ต้องได้อย่างใจอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง ควรเริ่มต้นด้วยงานเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเขาทำแล้วก็ให้คำชมเชยทันที เด็กจะมีความรู้สึกที่ดีกับงานที่ทำ วันรุ่งขึ้นเราก็ทำอย่างนี้อีก ที่สำคัญคือขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ แล้วเราค่อย ๆ ถอยห่างออกมาจากการทำงานนั้น ค่อย ๆ ฝึกให้เป็นความรับผิดชอบของเขา ค่อย ๆ สร้างความภาคภูมิใจ ให้เขาได้เห็นว่า เวลาที่เขาทำงานเหล่านี้ พ่อแม่ชื่นชมเขามาก

การมอบหมายงานเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเรามอบหมายงานไปแล้ว เขาเกิดทำผิดพลาดไป พ่อแม่บางคนก็จะมองว่าเป็นเพราะลูกไม่ตั้งใจทำงาน หรือจงใจทำให้เสียหาย การคิดอย่างนี้ทำให้เกิดความทุกข์ใจกับตัวเราเอง ทำให้เรารู้สึกโกรธ ไปต่อว่าเขา กลายเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาต่อไป

ถ้าเป็นอย่างนี้ เราควรแสดงให้ลูกรู้ว่าเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราสามารถให้อภัยกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เด็กบางคนมีลักษณะของการต่อรอง หรือการต่อต้านค่อนข้างมาก แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความอดทนหรือใจเย็นมากพอ ก็จะสามารถผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามหยิบยกข้อดีหรือจุดดีของลูกขึ้นมาพูดด้วย จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองก็มีคุณค่ามีความสามารถหลายอย่าง

ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า พ่อแม่ชื่นชม จะทำให้เด็กหลาย ๆ คน อยากจะทำอะไรที่ดี ๆ พ่อแม่จึงต้องขยันชมกันหน่อย แต่ก็ควรเลือกเรื่องชมด้วย ไม่ใช่จะชมกันไปทุกเรื่อง การให้งานก็อาจให้กำหนดเวลาไปด้วย เราอาจเป็นฝ่ายเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ทำด้วยตัวของเขาเองบ้าง

เรื่องในชีวิตประจำวันก็เป็นปัญหาอยู่บ่อย ๆ เช่น เรื่องการอาบน้ำ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าอยากให้ลูกอาบน้ำเอง เมื่อถึงเวลาอาบน้ำ แต่ในบางทีถ้าเรากระตุ้นแล้วยอมทำก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้ากระตุ้นแล้วยังไม่ทำ ตรงนี้อาจจะยังมีกำหนดเวลาว่า อีกสักเท่าไหร่เราจะกลับเข้ามาดู ถ้าเขายังไม่อาบน้ำอีก เราก็ต้องเป็นฝ่ายจูงมือเขาไปแล้ว ให้เขาลองทำอะไรบางอย่าง เราทำอะไรบางอย่าง เราถอดเสื้อให้เขา ถอดกางเกงเขา ราดน้ำ เราถูสบู่ หรือทำอะไรด้วยกันสักพักหนึ่ง ให้เขาเริ่มเกิดความรู้สึกว่า เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทะเลาะกัน ก็จะช่วยลดความรู้สึกต่อต้านในเด็กได้

ควรหากิจกรรมที่น่าสนใจหรือให้ตรงกับความถนัด พูดถึงสิ่งดี พูดให้กำลังใจ เมื่อเขาทำงานได้ อย่าเอาแต่ให้สมญานาม บางท่านอาจจะตั้งสมญานามให้กับลูก หรือยกเอาลูกคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับลูกอีกคนหนึ่ง นี่ก็ยิ่งจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกด้อยและยิ่งขี้เกียจขึ้น ควรค่อย ๆ ดึงเขาออกมาให้เกิดความสนใจในเรื่องที่เราต้องการให้ทำ

ถ้าเป็นเรื่องการเรียนก็คงต้องดูรายละเอียดด้วยว่า ที่ลูกขี้เกียจอาจเป็นเพราะว่าเขาเรียนแล้วไม่เข้าใจ ไม่ใช่เพราะเขามีนิสัยเกียจคร้าน เด็ก ๆ หลายคนไม่มีความสุขกับเรื่องการเรียน เรียนแล้วไม่รู้เรื่อง กลับมาก็ถูกบ่นว่า ถูกดุทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน ก็เลยดูเหมือนว่า เขาขี้เกียจกับเรื่องการเรียน บางโรงเรียน เรียนค่อนข้างหนัก กดดันเด็กมาก พ่อแม่ที่เลือกโรงเรียนอย่างนี้ให้ลูก ก็คงต้องทำใจ ว่าเมื่อเราเลือกโรงเรียนแบบนี้แล้ว เราก็ต้องพร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับลูก คอยช่วยผ่อนปรนความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับลูก จัดเวลาในเรื่องการทำการบ้านให้ดี บางคนกว่าจะเริ่มทำการบ้านก็ 2–3 ทุ่มไปแล้ว บางทีการบ้านเยอะมาก 5 ทุ่มก็ยังไม่เสร็จ เช้าก็ตื่นไม่ไหว บางทีก็ต้องมาทำการบ้านต่ออีก ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องคงเข้ามาดูว่าจะจัดสรรอย่างไรให้พอเหมาะ

การแบ่งเวลาให้ลูก นอกจากการเรียนแล้ว ก็ต้องมีเวลาสำหรับการเล่นให้กับลูกด้วย ไม่ใช่ว่าจะให้ลูกเรียนหนังสือตลอดเวลา พอลูกไม่สนใจเราก็คอยว่าลูกขี้เกียจ ตรงนี้ก็ขอให้พ่อแม่ระงับอารมณ์ของตนเองพอสมควร ลองดูว่าเราจะหาวิธีอย่างไรที่จะเสริมเรื่องการเรียนทั้งซ่อมทั้งเสริม บางโรงเรียนอาจมีบริการอย่างนี้ให้ ช่วยสอนซ่อมในบางวิชาที่เด็กเรียนไม่ทัน เสริมให้ในวิชาที่ลูกทำไม่ได้ ก็จะทำให้เขามีความภาคภูมิในดีขึ้น ตรงนี้เราต้องยอมรับความสามารถตรงนี้ ถึงแม้ความสามารถทางการเรียนจะอยู่ในระดับไหน เราก็ต้องยอมรับได้ ที่สำคัญคือเขารู้จักรับผิดชอบ รู้จักดูแลตัวเอง รู้จักช่วยเหลืองานในบ้าน ก็น่าจะเป็นที่พอใจของเราแล้ว

บทความโดย พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

รูปจาก http://comvariety.com/

ภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD)

“ทุกครั้งที่หนูเห็นน้ำ หนูเห็นแต่ภาพที่น้ำซัดเพื่อนหนูหายไปซ้ำแล้วซ้ำอีก”

“ตั้งแต่ขับรถชน ผมก็ไม่กล้าจะขับรถอีกเลย แค่เห็นรถ ก็ใจสั่นแล้ว”

 

ภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง: Post Traumatic Stress Disorder : PTSD

PTSD เป็นความผิดปกติทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์รุนแรง เช่น รถชน เรือล่ม สึนามิ ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น โดยทั้งนี้อาการ PTSD สามารถเกิดได้โดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องมีอาการบาดเจ็บทางด้านร่างกายเลยก็ได้ (เช่น เดินไปกับเพื่อนสองคน แล้วเพื่อนถูกคู่อริยิงตายต่อหน้าต่อตา โดยตัวเองไม่ได้ถูกทำร้ายใด ๆ ก็สามารถเกิดอาการได้)

ผู้ที่มีอาการ PTSD จำนวนมากในบ้านเรา ไม่ได้ไปพบแพทย์ เพราะไม่เข้าใจว่ามีภาวะแบบนี้ได้ หลายคนคิดไปว่าเป็นเพราะจิตใจอ่อนแอ บางคนคิดไปถึงเป็นเรื่องผีสาง-วิญญาณ และความเชื่อไปเลยทีเดียว (ยังเคยมีรายการทีวีรายการหนึ่ง นำผู้ที่มีอาการ PTSD มาออกรายการ ในทำนองว่าเป็นเรื่องผีอยู่เลย)

อาการของ PTSD เป็นอย่างไร

อาการของภาวะ PTSD จะแสดงออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1. การนึกถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ (reexperienced) หรือเรียกแบบง่าย ๆ ว่า เหตุการณ์นั้นตามมาหลอกหลอน โดยการตามมาหลอกหลอนนี้จะะแสดงออกได้ในสองรูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่
(1) ฝันร้าย (nightmares) โดยฝันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น ในผู้ป่วยที่ถูกรถชน ก็อาจจะฝันว่าตัวเองถูกรถชนซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกคืน
(2) เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหมือนภาพติดตา (flashbacks) อันนี้ใครดูละครบ่อยๆ คงนึกออกว่า เวลาที่ตัวละครนึกถึงอะไรสักอย่างแล้วก็มีภาพเหตุการณ์นั้นโผล่ขึ้นมา อาการนี้ก็จะคล้าย ๆ แบบนั้น เช่น คนไข้คนหนึ่งที่รอดจากเหตุการณ์สึนามิบรรยายว่าบางครั้งจะเห็นภาพคลื่นที่ซัดเข้าหาตัวเอง รวมทั้งภาพที่เพื่อนถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้า โผล่ขึ้นมาซ้ำ ๆ หรือในคนที่ถูกคนร้ายบุกเข้ามายิงคนในบ้านเสียชีวิต ก็อาจเห็นภาพคนถูกซ้ำ ๆ ได้ (ทำให้บางคนคิดไปเป็นเรื่องผี-วิญญาณมาตาม)

2. มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นั้น (avoidance) สิ่งนี้เป็นพฤติกรรมที่สืบต่อมาจากอาการ reexperienced ในข้อ 1 เพราะการเห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จะทำให้นึกถึง หรือเกิด flashbacks ได้มากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยจะพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของ สถานการณ์ บุคคลหรือสถานที่ที่ทำให้รู้สึกกลัว เช่น คนไข้ที่เกิดอุบัติเหตุรถชนจำนวนมากที่หลังรอดมาได้ ไม่สามารถขับรถได้อีกเลย

3. อาการตื่นกลัว (hyperarousal) ผู้ป่วยจะมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น หงุดหงิดโมโหง่าย ไม่มีสมาธิ ตกใจง่าย สมาธิไม่ดี กลัวอะไรต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ เช่น บางคนได้ยินเสียงดังก็จะสะดุ้งตกใจทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูภาพยนตร์ที่มีฉากรุนแรงหรือเสียงดังก็ไม่ได้ เป็นต้น

โดยอาการของโรคมักจะเกิดภายในอาทิตย์แรก หลังจากเหตุการณ์รุนแรง อาการของภาวะ PTSD ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรื้อรัง ยิ่งหากไม่ได้รับการรักษามักจะไม่หาย และอาการมักจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่มีความเครียด

ผู้ที่มีอาการ PTSD ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะหากไม่รักษาผู้ป่วยมักมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลตามมาด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีอาการ PTSD มีการพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติถึง 14 เท่า และผู้ป่วยที่เป็น PTSD มักมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น เรียนหนังสือไม่ได้ ทำงานแย่ลง ไม่กล้าขับรถ ไม่กล้าออกจากบ้าน เป็นต้น

ในต่างประเทศ ผู้ที่รอดจากเหตุการณ์รุนแรง จะถูกแนะนำให้พบกับจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เพื่อพูดคุย และดูว่าผู้ป่วยจะมีอาการ PTSD หรือ survival guilt หรือไม่? ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานตรงนี้ แต่หากคนรู้จักของเราเกิดโชคร้ายประสบกับเหตุการณ์รุนแรง แล้วมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรแนะนำมาพบแพทย์นะครับ เพื่อจะได้รักษาและมีชีวิตที่มีความสุขต่อไป

บทความโดย หมอคลองหลวง จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 47 other followers

%d bloggers like this: