ความรู้ด้านสุขภาพจิตที่มีการค้นหาบ่อย และน่าสนใจ

ภายใน Blog นี้ มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์มากมายจำนวนหลายร้อยบทความ

บางบทความนั้นเป็นที่นิยมและค้นหาได้ง่ายโดยใช้ Keywords ค้นจาก Google หรือแม้แต่ค้นหาจากช่องค้นหาด้านบนขวาของ Blog นี้เอง บทความเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ปรากฎภายใต้หัวข้อ “บทความยอดนิยม”  ใน Menu ทางด้านขวามือของ Blog นี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีบทความอื่นๆที่มีประโยชน์และมีผู้นิยมอ่านเช่นกัน ทีมงานจึงขอแนะนำบทความดังกล่าวข้างล่างนี้

บทความแนะนำ

โรคประหม่ากังวลต่อหน้าสังคม

วิธีรักษา “นอนไม่หลับ” โดยไม่ใช้ยานอนหลับ

20 คำถามที่ควรรู้ เกี่ยวกับการนอนของคุณ

อะไรคือโรคจิต

โรคจิต/โรคประสาท

เมื่อไรจึงควรไปพบจิตแพทย์

เหตุผลที่เราควรไปพบจิตแพทย์

คนสุขภาพจิตดีเป็นอย่างไร อย่างไรคือคนปกติ?

เมื่อไรควรพาเด็กมาปรึกษาจิตแพทย์เด็ก

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่1: ยาต้านเศร้า ยาต้านโรคจิต ยาทำให้อารมณ์คงที่)

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่2: ยาคลายกังวล/นอนหลับ)

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่3: คำถามที่พบบ่อย)

โรคทางจิตเวช: ไม่ทานยาได้ไหม?

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (1) : ความรู้ทั่วไป

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (2) : ยาต้านเศร้า

โรคจิตเภท (Schizophrenia)

ทำไมคนเราถึงเป็นโรคจิตได้

โรคหลงผิด (Delusional Disorder)

อย่างไรถึงเรียกว่า…โรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า (ถาม-ตอบ)

โรควิตกกังวล

โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorders)

ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน

หญิงเก่งกับอาการเศร้าแฝง

โรคแพนิค (Panic)

โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder)

“โรคชอบเปรียบเทียบ”

เจ้าชู้

เราจะช่วยเหลือเขา (คนอยากตาย) อย่างไร

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ”การฆ่าตัวตาย”

ทำไมเด็กเก่งคิดฆ่าตัวตาย?

โรคติดการพนัน (Pathological Gambling)

ปัญหาสุขภาพจิตจากการติดการพนันฟุตบอล

ป่วยกายป่วยใจ จากภัยโรคคิดไปเอง (Hypochondriasis)

วิตกจริต : “คิด”จนป่วย

โรคดึงผมตัวเอง

โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

ย้ำคิดย้ำทำหรือรอบคอบ ความเหมือน…ที่แตกต่าง

โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder, PTSD)

อยู่กับความเครียดอย่างไร

วิธีโน้มน้าวคนใกล้ชิดไปพบจิตแพทย์

รับมือกับ…ความเจ็บปวดและการป่วยเรื้อรัง

รับมือกับ…ความสูญเสีย

วิธีลดทุกข์เมื่อชีวิตล้มเหลว

“อิฐที่ไม่ดี 2 ก้อน” กับการเห็นคุณค่าของตัวเอง

คุณค่าของชีวิต

คิดจะเป็นคนดี

เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างมีคุณภาพ (เลี้ยงลูกตามลำพัง)

ปิดทางเสี่ยง ก่อนลูกมี”อาการทางจิต”

ทำอย่างไรเมื่อลูกเอาแต่ใจตัวเอง

พูดกับลูกไม่รู้เรื่อง

“เด็กดื้อ”…สาเหตุและการแก้ไข

เพศศึกษา ล้อมคอกก่อนวัวหาย

ปัญหาวัยรุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์

คุยเรื่องเพศกับลูก

ลูกสาวแต่งตัวหวาดเสียว

การป้องกันลูกสาวไม่ให้ตกเป็นภรรยาน้อย

20 วิธี เป็นพ่อแบบ “อู้ฮู…หนูรักพ่อจัง”

(ให้)อิสระ(กับลูก)…แค่ไหนดี

เลี้ยงเด็กด้วยวิธีใด ก็ได้เด็กเป็นคนเช่นนั้น

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้ติดเกม

เด็กก้าวร้าว

พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกติดยาเสพติด ?

เด็กติดยาเสพติด

ข้อคิดดีๆที่จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง ลึกซึ้งและยืนยาว

4 อย่า..เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตคู่

สิ่งที่แม่ต้องการจากพ่อ

แต่งงานดีไหม หรือโสดดีกว่า?

การเลือกคู่ครอง

เขารักเราหรือเปล่า?

สาวๆ อย่าเลือกผู้ชายที่”ใจเป็นโรค”(นิสัย 2 อย่างที่ไม่ควรเอามาเป็นสามี)

ภาวะพึ่งพิง (Dependency)

อกหัก ก็หายได้

อยู่อย่างไรให้รอด เมื่อเราสองต่าง “ฐานะ”

เมื่อ”เมียเก่งกว่า”อยู่อย่างไรให้ไร้ปัญหา

ถ้าจำเป็นต้องหย่าร้าง

อากัปกิริยาของพวกอยากมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ (ฟันแล้วจะทิ้ง)

มีเซ็กซ์เมื่อถึงวัยอันควร (ความรัก ความใคร่…ชายหญิงไม่เหมือนกัน)

อยู่ก่อนแต่ง แต่งก่อนอยู่ ?

คุณป่วยเป็นโรคติดเซ็กซ์หรือไม่ (Sex Addict)

สวิงกิ้ง…เข้าขั้นโรคจิตหรือไม่

ความจริงที่เกี่ยวกับ เรื่องเงินและความสุข

อยู่อย่างไรให้เป็นสุขในวัยสูงอายุ

ปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

เมื่อไหร่ควรสงสัยว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม

รับมือโรคหลงลืม…สมองเสื่อมก่อนจะสาย

วิธีดูแลพ่อแม่

การดูแลด้านจิตใจในผู้ป่วยระยะสุดท้าย

วิธีพูดเพื่อส่งคนใกล้ตายให้ไปดี

ความคิดและจิตใจของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gifted Children)

ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน (school refusal) หรือ โรคกลัวโรงเรียน (school phobia)

เมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

โรค LD (Learning Disorder)

เมื่อลูกมีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะช่วยได้อย่างไร

โรคสมาธิสั้น (ADHD)

ผู้ใหญ่เป็นสมาธิสั้นได้หรือไม่‬?

เมื่อไหร่ควรสงสัยว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม

คนทั่วไปเข้าใจว่า เมื่อ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพ่อ-แม่ เราอายุมากขึ้น ย่อมมีอาการหลงลืม เป็นเรื่องธรรมดา — ถามว่าความเชื่อนี้ถูกไหม ก็ต้องตอบว่าถูกต้องบางส่วน

จากการศึกษาพบว่า ในคนสูงอายุจะมีการทำงานของสมองบางอย่างที่ลดลงได้แก่
1. ความเร็วในการคิด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือผู้สูงอายุจะต้องใช้เวลาในการคิดอะไรนานกว่าในวัยผู้ใหญ่ (แต่สุดท้ายก็จะคิดได้อยู่ เพียงแค่นานกว่า)
2. ความสามารถในการจำสิ่งใหม่และความจำระยะสั้น ผู้สูงอายุ อาจจะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้ยากกว่าวัยผู้ใหญ่ จะจำอะไรอาจจะต้องท่องหลายครั้ง ถึงจะจำได้

โดยความสามารถด้านอื่น ๆ เช่น ภาษา สมาธิ ทิศทาง นั้นพบว่าแม้จะอายุมาก ก็ไม่ได้แย่หรือแตกต่างกับวัยผู้ใหญ่แต่อย่างใด ในส่วนของสองข้อที่บอกว่าแย่ลง ก็ต้องย้ำว่าการแย่ลงนั้นแย่ลงเพียงไม่มาก โดยรวมแล้วอาจจะแย่ลงเพียงสัก 10-20% จากระดับความสามารถเดิมเท่านั้น ไม่ได้แย่ลงระดับถล่มทลาย

elderly_89204

อาการที่อาจสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม/อัลไซเมอร์ และควรพาไปพบแพทย์
(ปล. โรคอัลไซเมอร์คือโรคในกลุ่มสมองเสื่อมอันหนึ่ง ที่พบได้เยอะที่สุด บางทีผมอาจจะเขียนสล้บไปมาระหว่างสมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์นะครับ)

1. อาการหลงลืม (memory loss)
2. ทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำมาไม่ได้ (Difficulty performing familiar tasks)
3. มีปัญหาในการพูดหรือใช้ภาษา (Problems with language )
4. ไม่รู้วัน เวลาและสถานที่ (disorientation to time and place)
5. การตัดสินใจและเหตุผลแย่ลง (poor or decreased judgment and problems with abstract thinking)
6. อารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ( Mood and behavioral change ) หรือ บุคลิกภาพเปลี่ยนไป ( Personality Change )

โดยจะขอค่อย ๆ ทยอยอธิบายไปในแต่ละอันนะครับ

* 1. หลงลืม *

สิ่งที่หลายคนสงสัยคือ คนสูงอายุ ก็มีความจำแย่ลงอยู่แล้ว ถ้างั้น หลงลืมแบบไหน ถึงสงสัยว่าเป็นสมองเสื่อม และควรพาไปพบแพทย์

การลืมของผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นผู้ป่วยจะเสียความจำที่ได้รับเข้าไปใหม่อย่างชัดเจน ทำให้ลืมบ่อยมาก และมักจะลืมแบบที่เรียกว่า “ลืมสนิท” คือนึกยังไงก็นึกไม่ออก จำไม่ได้เลยจริง ๆ จนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก

การลืมในคนทั่วไป จะลืมไม่สนิท เรียกว่าพอคุ้น ๆ นึกออกบ้างนิดหน่อย เช่น หลายคนน่าจะเคยหามือถือไม่เจอ จำไม่ได้ว่าวางไว้ที่ไหน แต่ให้นึก ก็พอจะนึกออกได้คุ้น ๆ ว่า อ๊ะ …. ก่อนหน้านี้เดินไปหยิบของกินที่ห้องครัวมานี่นะ … อ๊ะ ครั้งสุดท้ายตอนกลางวันยังใช้อยู่เลย … อะไรทำนองนี้ ทำให้จะพอไล่ ๆ ย้อนหาได้ว่าจะวางไว้ตรงไหนได้บ้าง

ในขณะที่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้น มีผู้ป่วยรายหนึ่ง วันเสาร์ขับรถไปห้างสรรพสินค้าเองคนเดียว เอารถไปจอดที่จอดรถ แต่ขากลับเดินออกมาโบกนั่งแท๊กซี่กลับบ้าน …… กลับมาถึงบ้านไม่เจอรถตัวเอง ยังถามลูก ๆ ว่า “ลูกเอารถไปไหนเหรอ ??? “ ทำเอาลูก ๆ งงกันหมดว่า อ้าวก็ตอนเช้ายังเห็นพ่อขับไปเองนี่นา …. แล้วรถไปไหนซะล่ะ …. อย่างนี้เรียกครับที่เรียกว่า “ลืมสนิท” คือนึกไม่ออกจริง ๆ ขนาดลูก ๆ ทัก ก็ยังนึกไม่ออก จนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

ผู้ป่วยอีกรายลูกเล่าให้ฟังว่า เริ่มสังเกตว่าคุณแม่ลืมบ่อย เช่นโทรไปบอกคุณแม่ว่า “พรุ่งนี้หนูจะไปหาที่บ้านนะค่ะ” (ลูกสาวแต่งงานแล้วอยู่อีกบ้าน) พอพรุ่งนี้ไปเจอหน้าแม่ถามว่า “อ้าวลูก มาทำอะไร จะมาหาทำไมไม่โทรมาก่อน ??” ทำให้ลูกสาวเริ่มรู้สึกแปลก ๆ
ครั้งต่อมาตั้งใจจะพาคุณแม่ไปเที่ยวเกาะเสม็ด โทรบอกแม่ก่อนล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ แม่ก็บอกว่าโอเคจะไป สามวันก่อนวันที่จะไปโทรไปเตือนแม่อีกว่า “แม่อย่าลืมเก็บของนะค่ะ” แม่ถามกลับว่า “เก็บของไปไหนเหรอ” ก็บอกไป แม่ก็บอก “ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย” ….. หนึ่งวันก่อนไป โทรไปหาอีก “แม่พรุ่งนี้ไปเที่ยวนะค่ะ” แม่ก็ยังงง ๆ “ไปเที่ยวไหน ?” ยังงี้เรียกว่าลืมที่ไม่ธรรมดา ทำให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมจำนวนมากมักจะการถามอะไรซ้ำ ๆ เช่นถามว่า พรุ่งนี้จะไปไหนกัน ….. เว้นไปห้านาที ก็ถามใหม่ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนกัน …. บางคนถามคำถามเดิมเป็นสิบ ๆ ครั้ง เพราะ จำไม่ได้ว่าถามไปแล้ว

? ปุจฉา ? คุณแม่ยังจำเรื่องเก่า ๆ ได้ดีอยู่เลย ยังบอกได้อยู่เลยว่าแต่งงานเมื่อไหร่ บ้านเดิมอยู่ไหน คุณตาชื่ออะไร ยังงี้เป็นอัลไซเมอร์ได้ไหม ?
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้เขียนพบได้บ่อย ๆ ……. ว่าผู้ป่วยยังจำชื่อตัวเองได้อยู่เลย จำเรื่องเก่า ๆ ได้อยู่เลย คุยเรื่องเก่า เล่าได้ละเอียดมากเลยว่าแต่งงานจัดที่ไหน …. เล่าได้แบบนี้ไม่น่าจะเป็นอัลไซเมอร์นะ !

ต้องบอกว่า อาการหลงลืมของอัลไซเมอร์นั้น ระยะแรกจะหลงลืมเฉพาะในสิ่งที่ผ่านมาไม่นาน หรือพึ่งเกิดขึ้น (ทางแพทย์เรียกว่าความจำระยะสั้น recent memory หรือ short term memory) เช่น วางของไว้ที่ไหน เมื่อวานเย็นไปกินข้าวกับใครที่ไหน อาทิตย์ก่อนใครมาเยี่ยม เดือนก่อนไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไหน เมื่อกี้พูดว่าอะไร ส่วนความจำเกี่ยวกับเรื่องเก่า ๆ เช่นแต่งงานเมื่อไหร่ เกิดที่ไหน ชื่ออะไร บ้านเดิมอยู่ไหน หนุ่ม ๆ ทำงานอะไร พวกนี้มักจะหลงลืมก็ต่อเมื่ออาการเป็นสมองเสื่อมขั้นรุนแรง (severe dementia) แล้วเท่านั้น
ดังนี้อย่าแปลกใจที่คนไข้อัลไซเมอร์ระยะแรก ๆ จะคุยฟุ้งถึงเรื่องราวในอดีตได้อย่างแม่นยำ ….. แต่หากถามว่าเมื่อวานไปไหนมาบ้างกลับตอบไม่ถูก

** 2. ทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้ **
อันนี้จำไว้ง่าย ๆ คือ ในคนปกติ สิ่งใดที่เคยทำได้และยังได้ทำอยู่บ้าง อยู่ดีๆ ไม่สมควรจะหายไป เช่น ปกติทำกับข้าว เล่นคอมพ์ ขับรถได้ วันดีคืนดีอายุมากแล้ว เกิดทำไม่ได้ อันนี้ถือว่าไม่ปกติแล้ว สมควรมาพบแพทย์

เพราะการทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้นั้นเป็นอาการหนึ่งของโรคสมองเสื่อม โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะเริ่มเสียงานสิ่งที่ซับซ้อนก่อน โดยส่วนตัวที่ในคนไทยพบว่า สิ่งที่มักจะเสียแรก ๆ เลยคือ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือโทรออก (โดยปกติการโทรออกจะเสียก่อนรับสาย) การใช้รีโมทคอนโทล การทำอาหาร (มักจะทำแล้วรสเพี้ยน หรือทำ ๆไปแล้วงง ทำไม่ถูก) และการขับรถ

*** 3. มีปัญหาการใช้ภาษา ***
อย่างที่บอกเมื่อวานว่า อายุที่มากไม่ได้ทำให้การใช้ภาษาของผู้สูงอายุแย่ลง ดังนั้นหากการใช้ภาษาแย่ลงควรนี้ถึงภาวะสมองเสื่อมครับ

ปัญหาเรื่องภาษาที่พบได้ในภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มแรกได้แก่ การนึกคำไม่ออก โดยจะนึกไม่ออกแม้กระทั่งคำง่าย ๆ ที่ใช้บ่อย ๆ หรือใช้คำผิด (เช่นเรียกหมูแทนไก่ พูดถึงเก้าอี้แต่เรียกเป็นโต๊ะ)
โดยพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์มักจะใช้คำว่า “ไอ้นั่น” “ไอ้นี่” “อันนั้น” “ที่นั้น” บ่อย ๆ
ตัวอย่าง…..(เหตุการณ์เกิดในครัวขณะแม่กับลูกสาวทำอาหารเย็นด้วยกัน)
แม่ “ลูกช่วยหยิบ “ไอ้นั้น” ให้หน่อยสิ”
ลูกสาว “ไอ้นั้น” นี่อะไรล่ะแม่
แม่ “ไอ้นั่นไง”
ลูกสาว “ก็อะไรล่ะแม่ ….”(ทำหน้างง ว่าจะให้หยิบอะไรกันแน่)
แม่ “ก็ไอ้นั่น …. (ชี้นิ้ว) ก็ที่แบน ๆ เอาไว้ผัดผักไง”
ลูกสาว “อ๋อ ตะหลิวน่ะเหรอ …..”
แม่ ลูก ๆ ใส่ผัก”อันนั้น”ในแกงจืดหน่อย
ลูกสาว “ผักอะไรล่ะแม่ ????? อ๋อ … ผักชี น่ะเหรอ”
นอกจากนึกคำไม่ออก ปัญหาเรื่องภาษาอีกอันหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยจะฟังหรือพูดประโยคซับซ้อน หรือประโยคยาว ๆ ไม่ได้ (ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนก็ฟังหรือพูดได้)

**** 4. ไม่รู้วัน เวลาและสถานที่ *****
คนปกติแล้วควรที่จะรู้เวลาได้ แม้จะไม่ดูนาฬิกา โดยอาจจะเร็วช้าผิดได้ 1-2 ชั่วโมง แต่ไม่ควรมากกว่านั้น เช่น ต่อให้เรานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บ้านไม่ออกไม่ไหน ไม่ดูนาฬิกา แต่หากให้ประมาณเวลา คนส่วนใหญ่ก็จะประมาณได้ใกล้เคียง ในเรื่องของ วัน วันที่ และเดือน ก็เช่น กัน คนส่วนใหญ่จะตอบได้ ถ้าผิดอาจจะผิดวันที่ได้บ้าง (วัน กะเดือนส่วนใหญ่จะตอบได้) แต่มักจะนาน ๆ ผิดที

แต่ในผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมมักจะเห็นว่าไม่สามารถบอกว่าวันนี้วันอะไร วันที่เท่าไหร่ และตอนนี้กี่โมงแล้ว โดยส่วนใหญ่ถ้าถาม ก็มักจะตอบผิด และเมื่ออาการรุนแรงขึ้น เมื่อออกบ้านก็มักบอกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน (เช่น เกิดลูกพาไปห้าง แล้วไปถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ผู้ป่วยอาจตอบไม่ได้)

***** 5. อารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป *****
โดยทั่วไปพบว่าคนเราเมื่ออายุมากขึ้น ไม่ได้ทำให้นิสัยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน (โดยพบว่าส่วนใหญ่เมื่ออายุเยอะ จะช้าลง ใจเย็นมากขึ้น) ดังนั้นถ้าพบว่า นิสัย หรือพฤติกรรมของปู่ ย่า ตา ยาย เราเปลี่ยนแปลงแบบโคตร ๆ เหมือนเป็นคนละคน ให้สงสัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมรึเปล่า
อารมณ์ (emotion and affect) พบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จำนวนหนึ่งนั้น มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย คือ มีอารมณ์เศร้า เบื่อ ไม่อยากทำอะไรที่เคยชอบทำ ร้องไห้บ่อย ๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ดี หรือพูดถึงว่าไม่อยากอยู่แล้ว อยากฆ่าตัวตาย ….. ดังนั้นหากพบอาการซึมเศร้าในผู้ที่มีอายุมาก ๆ อาจจะต้องระวังเรื่องของโรคอัลไซเมอร์ด้วย อีกอารมณ์หนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การมีอารมณ์หงุดหงิดโมโหได้ง่าย จากเดิมที่ไม่เป็น เอาแต่ใจ บางครั้งเวลาถูกขัดใจอาจมีตะโกนเสียงดัง ขว้างปาข้าวของ มีอารมณ์ขึ้นลงรุนแรง

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป (behavioral change) ผู้ป่วยบางคนอาจมีพฤติกรรมที่แปลก ๆ ผิดปกติไป ที่พบได้บ่อยเช่น บางคนเดินกลับไปกลับมาในบ้านซ้ำ ๆ โดยไร้จุดหมาย ค้นตู้เสื้อผ้าในบ้านออกมาจนหมดกระจุยกระจายเต็มบ้าน แล้วจัดเก็บเข้าไปใหม่ บางคนมีนิสัยเก็บสะสมของต่าง ๆ และขยะ

บุคลิกภาพเปลี่ยนไป ( Personality Change ) ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนหนึ่งจะมีอาการนำมาด้วยมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น จากเดิมเป็นคนง่าย ๆ ไม่ค่อยพูดบ่นมาก ก็กลายเป็นคนที่พูดมาก บ่นจู้จี้จุกจิกไป บางคนที่เดิมเป็นคนร่าเริงสนุกสนานชอบงานสังคม ก็กลายเป็นคนเงียบ ๆ ไม่พูด ไม่ออกจากบ้าน ไม่สนใจใคร เป็นต้น

****** 6. การตัดสินใจและเหตุผลแย่ลง ******
ความบกพร่องของความคิดอาจจะเห็นตั้งแต่ ผู้ป่วยดูคิดอะไรช้าลงมาก ถามอะไรก็อาจตอบช้ากว่าเมื่อก่อนเยอะ บางคนเริ่มคิดเลขไม่ได้ ไปซื้อของแล้วบวกราคาไม่ถูก คิดทอนเงินไม่ได้ หลาย ๆ คน เวลาที่อธิบายอะไรซักอย่างให้ผู้ป่วยฟัง ก็ไม่เข้าใจต้องอธิบายกันหลาย ๆ รอบ ไม่สามารถวางแผนหรือตัดสินใจได้ บางคนเกิดไฟเสียในบ้าน ก็ทำอะไรไม่ถูก หรือรู้ต้องจัดการยังไง (ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนทำได้)

สรุป
หากคนรู้จักของท่านที่อายุเยอะ มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมา ก็แนะนำให้พาไปรับการตรวจนะครับ เพื่อจะได้รู้ว่ามีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่

บทความโดย หมอคลองหลวง  Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

ภาพจาก healthy4life.circlecamp.com

เขารักเราหรือเปล่า?

เขารักเราหรือเปล่า? ตอน ภาษารัก (Five love languages)

ภาษารัก เป็นภาษาที่สำคัญมากในเรื่องความสัมพันธ์
ภาษารัก มีหลายแบบ แต่ละคนแสดงออกแตกต่างกัน

เราลองมาดูกันนะคะ ว่าภาษารักของเราเป็นแบบไหน
และของคนที่เรารักเป็นแบบไหน
เพื่อเพิ่มความเข้าใจในกันและกัน และ ลดความสงสัยว่าเขารักหรือเปล่า?
รวมถึงช่วยให้รู้ว่าภาษารักที่เราแสดงออกต่อเขา พอดีตรงใจเขาไหม? อ่ะนะคะ

ในทางจิตวิทยาโดย ดอกเตอร์ Gary Chapman นักจิตวิทยาด้านให้คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ได้กล่าวถึง ภาษารัก ของมนุษย์โดยหลักๆ มี 5 แบบค่ะ

1. คำพูด (Word of affirmation, appreciation)

2. มีเวลาคุณภาพให้แก่กัน (Quality time)

3. ของขวัญ สิ่งของดีๆ (Gifts)

4. การดูแล (Acts of service )

5. การสัมผัส ทางกาย (Physical touch)

communication04

 

การที่เขาแสดงความรักออกมาไม่เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักเรานะคะ

และ สิ่งทีเราแสดงออกต่อเขา (ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก) ไม่ได้แปลว่าเขาจะรับรู้ได้ หรือ รู้สึกดีเสมอไปนะคะ

ดังรายละเอียดดังนี้ค่ะ

1. คำพูด (Word of affirmation, appreciation)

ภาษารักด้วยคำพูด เช่น คำบอก”รัก” การบอกความรู้สึกดีๆ เช่น เป็นห่วง คิดถึง หรือ การพูดให้กำลังใจ หรือ พูดชมเชยกัน

ซึ่งคำพูดจะช่วยอีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกดีๆ ในแบบง่ายๆ ตรงไป ตรงมา

ไม่ต้องมาเล่นเกมเดาใจว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้คิดอะไรอยู่นะ

ซึ่งในชีวิตจริงไม่เหมือนละคร ที่อีกฝ่ายจะรับรู้ความรู้สึกได้แม้เราไม่พูดออกมา เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวัง : คำพูดที่หวาน แต่ไม่มีความจริง พูดเพื่อเอาใจ แต่ทำไม่ได้ หรือ หวานเวอร์

อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเลี่ยนๆ น่ารำคาญ หรือ รู้สึกว่า เป็นคำโกหกหลอกลวง

สิ่งที่ควรเป็นคือ

- คำพูดที่ออกมาจากใจจริงๆ

- บอกให้มากขึ้น สำหรับคนที่มองว่าคำพูดไม่สำคัญ เท่าการกระทำ

ซึ่งจริงๆอาจไม่จริงทั้งหมดค่ะ

การฝึกพูด ฝึกแสดงความรู้สึกผ่านคำพูดบ้างเป็นเรื่องที่ดี

หลายครั้งทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นมาก

คำพูดหนึ่งๆมีอิทธิพลมากค่ะคำพูดดีๆ จากคนที่เรารัก เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจทีเดียว ทำให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจขึ้นอย่างมหาศาลค่ะ

2. มีเวลาคุณภาพให้แก่กัน (Quality time)

เช่น มีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันจริงๆที่จะรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือ ทำกิจกรรมดีๆ ด้วยกัน เป็นต้น

สิ่งที่แสดงถึงว่ามีเวลาคุณภาพให้กันจริงๆ

- เลือกกิจกรรมดีๆ ที่สนใจร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่ เลือกกิจกรรมที่ชอบอยู่ฝ่ายเดียว สนุกอยู่คนเดียว อีกฝ่ายก็ไม่ไหวค่ะ

- มีเวลาสงบๆ ง่ายๆอยู่กับคู่บ้าง ไม่ใช่ ทำตัวยุ่ง ทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา เช่น นั่งเงียบๆสงบ สบาย ใกล้ๆกันก็ เป็นเวลาที่มีคุณภาพได้

- ไม่ควรทำสิ่งอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น ก้มหน้าเล่นมือถือตลอด หรือ ดูทีวี หรือ เล่นคอมพิวเตอร์ไปด้วย

มีหลายครั้งพบว่า ในยุคไอทีรุ่งเรือง เวลาคุณภาพของการอยู่ด้วยกันจริงๆกับด้อยลง เช่น หลายครั้งเราจะพบว่า คู่ของเราเวลาอยู่กับเรา แต่ก้มหน้ามองแต่มือถือ หรือ ตามองแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา

ทำให้คนอยู่ด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ด้วยกันจริงๆ

เพราะ สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นมือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ หรือ ทีวี มากกว่าตัวเราที่นั่งอยู่ตรงนี้

ทำให้เกิดความน้อยใจ และ รู้สึกว่างเปล่าในความสัมพันธ์ขึ้นได้

- ในเรื่องการสนทนา

• ใส่ใจ รับฟังคู่คุณอย่างตั้งใจ ไม่พูดขัดคอ หรือ รีบตัดบท

• รับฟังอย่างเข้าใจ

• รับรู้ถึงความรู้สึกในสิ่งที่เขากำลังบอกออกมา

• ใส่ใจสังเกตภาษากายของอีกฝ่ายบ้าง

แต่อย่ามากเกินไป เพราะอีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด หรือ เหมือนถูกจับผิดได้

• เปิดใจ แบ่งปัน ความรู้สึก ของตนเอง หรือ เรื่องราวของตนเอง จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความสนิทใจ ที่มีต่อกัน

แต่ไม่ใช่เล่าแต่เรื่องตนเองตลอดเวลา จนไม่ฟังเรื่องของอีกฝ่ายเลย

สิ่งที่ต้องระวัง: บางคนต้องการเวลาคุณภาพจากคนรักมาก จนอีกฝ่ายรู้สึกว่าขาดอิสระในชีวิต เช่น ต้องไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ต้องอยู่ด้วยกันตลอด การที่อีกฝ่ายต้องเวลาของตัวเองบ้าง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักนะคะ
เพียงแต่แต่ละคนต้องการพื้นที่ชีวิตความเป็นส่วนตัวไม่เท่ากันค่ะ บางคนต้องการมาก บางคนต้องการน้อยหน่อยค่ะ

3. ของขวัญ สิ่งของดีๆ (Gifts)

เป็นภาษารักที่สำคัญมากอีกอันหนึ่ง เช่น ของขวัญในวันสำคัญ หรือ การไปไหน แล้วมีของฝาก หรือ ซื้อของโปรดของชอบให้ หลายครั้งความสำคัญไม่ใช่เรื่อง ราคาของ แต่สิ่งสำคัญคือ ความนึกถึงกัน ใส่ใจกัน

ของขวัญ หรือ สิ่งของดีๆที่มอบให้กัน จีงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรัก ความห่วงใยที่มีให้กัน

สิ่งของชิ้นหนึ่ง อาจมีค่าไปตลอดชีวิตของคนๆหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

สิ่งที่ต้องระวัง: หลายครั้งบางคนให้ความรักเป็นสิ่งของเป็นวัตถุตลอดเวลา

เช่น มีพ่อบ้านมากมาย ที่ทำงานหนักมาก เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว และ มองว่าต้องมีสิ่งของวัตถุดีๆ

เพื่อทำให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ มือถือออกรุ่นใหม่ ต้องซื้อให้ลูกทุกครั้ง เพราะ นั่นคือ ความรักที่แสดงว่าพ่อรักลูก

แต่จริงๆ บางทีลูกอาจต้องการแค่เวลาคุณภาพจากพ่อบ้าง ภรรยาแค่ต้องการความใส่ใจห่วงใยบ้าง

แต่พ่อบ้านอาจไม่ได้ให้ เพราะ มัวแต่ยุ่งมุ่งกับภาษารักที่เป็นวัตถุสิ่งของ จนลืมไปว่าความรักที่จะให้มีได้อีกหลายแบบค่ะ

4. การดูแล ( Acts of service )

เช่น การดูแลเรื่องต่างๆ การบริการ เช่น ขับรถไปรับไปส่ง การทำอาหารให้ทาน การพาไปหาหมอเวลาไม่สบาย เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังคือ : การดูแลมากเกินไป อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัดได้ค่ะ

เช่น บางคนดูแลมากทุกเรืองในชีวิต แม้กระทั่งยาสีฟันยังบีบให้ ซึ่งถ้าคู่คุณชอบ ถือว่ากำลังดีสำหรับคู่คุณค่ะ

แต่บางคนอาจไม่ได้ชอบการดูแลที่มากๆ อีกฝ่ายอาจอึดอัดได้เพราะรู้สึกว่าขาดความเป็นส่วนตัว ถูกก้าวก่ายในชีวิตเกินไปได้ค่ะ

สิ่งทีควรเป็น คือ

- ดูว่าคู่ของคุณต้องการการดูแลขนาดไหนค่ะ

บางคนชอบให้ดูแลมากๆ บางคนอาจไม่ชอบที่มากเกินไปค่ะ จัดให้พอดีๆกับคู่ของคุณค่ะ

5. การสัมผัส ทางกาย (Physical touch)

เช่น การจับมือ การกอด การโอบ การตบไหล่ การหอม การจูบ แม้กระทั่งเรื่องเพศสัมพันธ์

ซึ่งการบอกรักด้วยภาษาร่างกาย การสัมผัสมีพลังมากนะคะ

เช่น เวลาที่ต้องการกำลังใจ การตบไหล่ การลูบหลังเบาๆ ให้กำลังใจ บางทีมีพลังมากกว่าคำพูดอีกนะคะ

สิ่งที่ต้องระวัง คือ การสัมผัสทางกาย ไม่ใช่เรือง บนเตียง หรือ เพศสัมพันธ์อย่างเดียวค่ะ

ในหลายคน พอบอกว่า ส่งภาษารักด้วยการสัมผัสทางกาย จะคิดถึงเรืองเพศสัมพันธุ์ทันที

ซึ่งเพศสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

แต่การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการสัมผัสมีอีกหลายอย่างมากค่ะ

เช่น การแสดงความรู้สึกดีๆด้วยการจับมือ การตบไหล่ การกอด เหล่านี้

เป็นภาษารักที่ทำให้คนที่ได้รับรู้สึกอบอุ่น และ มีพลังมากค่ะ

สิ่งที่ควรเป็น

- จัดให้เหมาะสมพอดีกับคู่ของเราค่ะ บางคนไม่ได้ชอบให้สัมผัสร่างกายมากมาย อาจทำให้อีกฝ่ายรุ้สึกอึดอัดรำคาญได้ค่ะ เหมือนถูกนัวเนียตลอดเวลา

แต่ขณะที่บางคนชอบและรู้สึกดี ดังนั้นจัดให้พอดีกับคู่ของตัวเองนะคะ

เคล็ดไม่ลับความเข้าใจใน(ภาษา)รัก

- ในแต่ละคนจะมีภาษารักไม่เหมือนกัน และ ชอบภาษารักที่แตกต่างกัน

- คนส่วนใหญ่ล้วนอยากได้ภาษารักทั้ง 5 อย่างจากคนที่เรารัก แต่ระดับการอยากได้ในแต่ละแบบอาจไม่เท่ากัน

- ลองถามตัวเองนะคะ ว่าเราอยากได้ภาษารักแบบไหนมากที่สุด เชื่อว่าแต่ละคนจะมีอยู่ในใจหลักๆกันไปคนละแบบ 2 แบบ อ่ะนะคะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความต้องการของตัวเองมากขึ้น

- ลองสังเกตดูว่า คนรักของเรา ชอบภาษารักแบบใด เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในกันและกัน และดูแลกันอย่างเหมาะสม

- จัดให้พอดี และ ถูกจังหวะ ที่เขาเรียกว่า “คิดถึงใจเขา-ใจเรา” ค่ะ

- ด้วยความที่แต่ละคนมีภาษารักไม่เหมือนกัน หลายคู่จึงเกิดปัญหาได้ค่ะ

ทั้งที่รักกัน แต่ด้วยภาษารักที่ไม่ตรงกัน ทำให้บางคู่กลายเป็นหมางใจกัน

เพราะ เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่เคยให้ภาษารักแบบนี้กับตนเองเลย แปลว่าไม่รักตน

หรือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าอีกฝ่ายไม่รับรู้ความรักของตน ที่เพียรพยายามให้ตลอดมา เป็นต้น

เลยกลายเป็นว่าจากคนที่รักกันมากๆ กลายเป็นคนที่ไม่รักกันมากๆ ไปได้

ด้วยความไม่เข้าใจในภาษารักของอีกฝ่ายค่ะ

 

ขอยกตัวอย่าง : ชายหนุ่ม กับหญิงสาว คู่หนึ่งนะคะ

หญิงสาว : ภาษารักของเธอคือ คำพูด (word of affirmation, appreciation)

ชายหนุ่ม : ภาษารักของเขาคือ การดูแล ( Acts of service )

หญิงสาว น้อยใจสามีมาโดยตลอด แต่งงานกันมา 2 ปี มองว่าสามีไม่เคยรักตน

เพราะสามีไม่เคยพูดคำว่ารักเลย เวลาถามว่ารักเธอไหมสามีไม่ตอบ หรือ เฉยๆไป และ ไม่เคยพูดคำดีๆ หวานๆ ให้กัน

และ ไม่เคยชื่นชมอะไรในตัวเธอเลย

บางครั้งเวลาที่ทำผิดไปบ้างยังโดนสามีเอ็ดอยู่บ่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกเสียใจ เจ็บช้ำน้ำใจกับคำพูดของสามี

ขณะที่ทางฝ่ายสามีนั้นจริงๆรักภรรยามาก

แต่เป็นคนไม่ชอบพูด บุคลิกแข็งๆ พูดชมใครไม่เป็น พูดจาหวานๆ อ่อนโยนไม่เป็น

และ มองว่าเป็นสิ่งไร้สาระ คำพูดมันตื้นเขิน และ จะโกหกอย่างไรก็ได้

ดังนั้นเขาแสดงความรักด้วยการดูแลภรรยาต่างๆ เช่นการไปรับไปส่ง เวลาภรรยาไปไหนจะขับรถให้เสมอ เวลาเห็นภรรยาไม่สบายจะดูแลเรื่องอาหารการกินและพาไปหาหมอ เป็นต้น

แต่ไม่เคยพูดจาให้กำลังใจเลย เพราะมองว่าไม่จำเป็น มองว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด

และ ด้วยความห่วงใยภรรยาบางครั้งจึงเอ็ดภรรยาเวลาที่เธอทำผิด

ด้วยเจตนาที่ดีและห่วยใยว่าไม่อยากให้เธอทำผิดอีก

ณ จุดนี้ ทำให้ภรรยาน้อยใจอยู่เรื่อยๆ

และ เข้าใจว่าที่สามีทำดีด้วยการดูแลตนมาตลอดเพราะทำตามหน้าที่ของสามีที่ดีเท่านั้น

ภรรยาจึงไม่สามารถสัมผัสความรักจากสามีได้เลย

ซึ่งคู่นี้เป็นหนึ่งในอีกๆหลายคู่ที่มีภาษารักไม่ตรงกันทำให้หมางใจกันในที่สุดค่ะ

ภาษารักส่งท้ายนะคะ

- ความเข้าใจในภาษารัก ว่ามี อย่างน้อย 5 แบบดังกล่าวข้างต้น
ช่วยให้หลายคู่สัมผัสความรักของอีกฝ่ายได้มากขึ้น หายสงสัยว่าเขารักเราหรือเปล่า รวมถึงตัวเราเอง ที่จะส่งภาษารักให้พอดีกับคู่ของเรานะคะ ไม่มากไม่น้อยเกินไปค่ะ
- ภาษารักไม่ใช่เฉพาะกับความรักแบบคู่รักเท่านั้นนะคะ กับ ทุกความรักเช่น คุณพ่อ คุณแม่ ลูกๆ พี่ น้อง และเพื่อนๆ ก็่ใช้ภาษารักเช่นกันนะคะ
- การสื่อภาษารักที่เหมาะสมและเข้าใจภาษารักของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้อย่างมากค่ะ
- ภาษารัก 5 ข้อไม่ใช่สูตรสำเร็จ ว่าทำทั้ง 5 ข้อแล้วชีวิตรักของคุณจะดีขึ้น (ถ้าปราศจากใจ)
ภาษารักจะทรงพลังและมีคุณค่าที่สุด เมื่อสิ่งเหล่านี้ ทำด้วยใจ ออกมาจากใจ ทำด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อกันนะคะ

เข้าใจในภาษารัก ของเธอ ของฉัน ความสัมพันธ์(ของเรา)แน่นแฟ้นค่ะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  รพ.รามาธิบดี

ภาพประกอบจาก: http://www.2-in-2-1.co.uk/tips/whatlove.html

โรคจิตเภท (Schizophrenia)

ถ้าใครได้โอกาสดูหนังเรื่อง A beautiful mind ที่รัสเซลล์ โคลล์ (เรื่องนี้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม) สวมบทเป็นพระเอกชื่อ จอห์น แนช ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ที่เก่งมาก ที่ตอนหลังสามารถคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มาครองได้ ในปี ค.ศ. 1994

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ความไม่สบายของพระเอกในเรื่องคือ เขาป่วยป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) ซึ่งมีอาการบางอย่างที่ทำให้บางครั้งเขาไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความจริงช่วงหนึ่ง และ ทำให้คนรอบข้างลำบากใจในการใช้ชีวิตร่วมด้วย

แต่เมื่อได้เข้าสู่การรักษา คนรอบข้างที่เข้าใจ รวมทั้งตัวเขาเองด้วยที่เข้าใจอาการที่เกิดขึ้นทำให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ อยู่กับครอบครัวได้ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานจากความสามารถที่เขามีได้อย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง

ในบทความนี้ จะกล่าวถึงลักษณะของโรคนี้ สาเหตุการเกิดโรค แนวทางการรักษาของแพทย์ และแนวทางการดูแลของญาติ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นค่ะ

10151979_507640096006678_1985528088_n

โรคจิตเภท (Schizophrenia)
คือ ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางความคิด พฤติกรรม และ ความรู้สึก จึงทำให้มีผลเสียด้านการดำเนินชีวิตชัดเจน โดยโรคนี้มีลักษณะเรื้อรัง

อาการที่พบได้มีดังต่อไปนี้
1. ความผิดปกติทางความคิดคือ อาการหลงผิด (delusion) เช่นหลงผิด หวาดระแวงว่าจะมีคนคอยจับผิด ติดตาม นินทา ทำร้ายเขา เลียนแบบเขา หรือ หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญ เป็นเทพ เป็นเจ้าชาย เจ้าหญิง เป็นบุคคลสำคัญกลับชาติมาเกิด เป็นต้น

2. ความผิดปกติทางการปรับรับรู้ (hallucination) คือ ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน (hallucination) ได้ยินเสียงหูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาพูดคุยด้วย หรือ มักได้ยินเสียงคนวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่ได้เห็นตัวคนพูดชัดเจน

3. ความผิดปกติด้านพฤติกรรม คือ แสดงลักษณะพฤติกรรม บุคลิกท่าทาง ไม่เหมาะสม เช่น วุ่นวายกว่าปกติ พูดจาเนื้อหาแปลกๆ จับใจความได้ยาก หรือนิ่งเฉยมากผิดปกติ เช่น ไม่ขยับตัว ไม่ขยับแขนขา ไม่ยอมลุกไปไหน นอนแข็งนิ่งตลอดทั้งวัน หรือ แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม ไม่เข้ากับบริบทที่อยู่ เช่น เดินไหว้ เดินกราบ สิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา พูดพึมพำ พูดโต้ตอบคนเดียว ยิ้มหัวเราะอยู่คนเดียว เป็นต้น  หรือมีอาการไม่ค่อยดูแลสุขอนามัยความสะอาด เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่ทำความสะอาดร่างกาย ไม่ดูแลเสื้อผ้าหน้าผม อย่างที่ควรจะเป็น ปล่อยปละละเลยจนดูสกปรก เป็นต้น

4. ความผิดปกติด้านความรู้สึก เช่น ไม่แสดงอารมณ์ หรือ การแสดงออกของอารมณ์น้อยกว่าปกติ หรือ มีลักษณะเฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น (avolition) ขาดแรงจูงใจในชีวิต
หรือ แสดงอารมณ์ออกมาไม่เหมาะสมกับเรื่องราว หรือ บริบทที่อยู่รอบตัว
หรือ อาจแสดงอารมณ์ก้าวร้าวมากกว่าปกติ ในผู้ป่วยที่มีความคิดหวาดระแวง

5. ความผิดปกติด้านสังคมหรือหน้าที่การงาน ตั้งแต่เริ่มเจ็บป่วย กิจกรรมด้านสำคัญๆ ของผู้ป่วยบกพร่องลงจากระดับเดิมก่อนป่วยอย่างชัดเจน อย่างน้อยหนึ่งด้านขึ้นไป เช่นการเรียน การงาน สัมพันธภาพกับผู้อื่น ชอบเก็บตัว ไม่เข้าสังคม หรือ การดูแลตนเองแย่ลง

6. ระยะเวลาที่เจ็บป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการของความผิดปกติอย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่อเนื่องมาเป็นปี หรือ หลายปี

พบได้ 0.5-1 % ในประชากรทั่วไป
อายุที่มักเริ่มป่วยคือ ช่วง 15-24 ปี ส่วนใหญ่เริ่มมีอาการช่วงวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น

สาเหตุการเกิดโรค
1. สาเหตุด้านร่างกาย ปัจจุบันพบว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรค คือ
1).ปัจจัยด้านพันธุกรรม ญาติของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าประชากรทั่วไป ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดมากยิ่งมีโอกาสสูง เช่น มีพ่อและแม่ที่ป่วยเป็นโรคนี้ลูกมีโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป 40 เท่า หรือ มีพี่น้องป่วยเป็นโรคนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป 8 เท่า เป็นต้น

2).ปัจจัยด้านสมอง เช่น ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง
เช่น สารโดปามีน สารซีโรโตนิน หรือ ลักษณะกายวิภาคของสมองผิดปกติ เป็นต้น

2. สาเหตุด้านจิตใจและสังคม
ปัจจุบันมองว่า ความเครียด หรือ สาเหตุด้านจิตใจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรค
โดยพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเป็นผลจากด้านร่างกาย เช่น พันธุกรรม หรือ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ดังที่ได้กล่าวข้างต้น
แต่ ปัจจัยด้านจิตใจ ครอบครัว และ สังคม เป็นปัจจัยที่ทำให้โรคนี้หายช้า หรือ กำเริบได้

1). ปัจจัยทางด้านครอบครัว
- ลักษณะครอบครัวที่มีผลต่อการกำเริบของโรคคือ ครอบครัวที่มีลักษณะ การใช้อารมณ์ต่อกันสูง (high express-emotion) คือ ครอบครัวที่มีลักษณะชอบตำหนิวิพากษ์วิจารณ์กัน ด่าทอกัน มีท่าทีไม่เป็นมิตรใส่กัน หรือ มีลักษณะจู้จี้จุกจิกยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากเกินไป

- ครอบครัวที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วย หรือ มีฐานะยากจน อาจทำให้ดูแลผู้ป่วยได้ไม่เต็มที่ เช่น ไม่เข้าใจความเจ็บป่วยของผู้ป่วย ทำให้ก่นด่า หรือ ทะเลาะเบาะแว้งกับอาการหลงผิดของผู้ป่วย ไม่พาผู้ป่วยมารับการรักษา หรือ ไม่มีเวลาดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาต่อเนื่อง หรือ ไม่มีเงินที่จะรักษาผู้ป่วยต่อเนื่อง เป็นต้น

2) ปัจจัยด้านสังคม
สังคมที่ไม่เข้าใจความเจ็บป่วยของผู้ป่วย มีท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ผู้ป่วย หรือ พูดจาด่าว่า ดูถูก ผู้ป่วย จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกตึงเครียด และเป็นผลทำให้โรคกำเริบได้ง่ายกว่าการอยู่ในสังคมที่เข้าใจเรื่องความเจ็บป่วย และ ยอมรับผู้ป่วยในฐานะคนๆหนึ่งที่มีศักดิ์และสิทธิ์เหมือนคนทั่วไป

3) ปัจจัยด้านความตึงเครียด
แนวคิดที่ว่าคือ stress-diathesis model ซึ่งเชื่อว่าผู้ป่วยนั้นมีแนวโน้มหรือจุดอ่อนบางอย่างอยู่แล้วที่จะป่วยเป็นโรคนี้ แต่เมื่อพบกับสภาพกดดันบางประการทำให้เกิดอาการของโรคจิตเภทขึ้นมา

การรักษา
โรคนี้รักษาให้มีอาการดีขึ้นได้ หลายคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ หรือ หลายคนอาจไม่กลับมาเท่าปกติ แต่ก็สามารถดูแลตนเอง และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

การรักษาประกอบด้วย 2 ด้านหลัก ๆ คือ ด้านร่างกาย และ ด้านจิตใจ
1. การรักษาด้านร่างกาย
1). การรักษาด้วยยา
เพื่อควบคุมอาการ ปรับความคิด ปรับพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม ให้กลับมาปกติเหมาะสม กลับมาอยู่ และ รับรู้โลกตามความเป็นจริงๆมากขึ้น
เนื่องจากความเจ็บป่วย คือ อาการหลงผิด หรือ อาการหูแว่ว ทำให้ผู้ป่วยหลายครั้งไม่ได้รับรู้โลกตามความเป็นจริง ผู้ป่วยจะหลุดและหลงไปตามอาการความคิดหลงผิด หรือ อาการหูแว่ว ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น จนก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเองและผู้อื่น

จุดหมายของการรักษาคือทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมารับรู้โลกตามความเป็นจริง

เนื่องจากสาเหตุของโรคนี้ เกิดขึ้นจากสาเหตุด้านร่างกาย คือ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองบางชนิดดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น
การที่ผู้ป่วยได้รับยาที่เข้าไปช่วยปรับการทำงานสารสื่อประสาทเหล่านี้ให้กลับมาทำงานได้อย่างปกติ จะเป็นตัวหลักในการช่วยลดความผิดปกติของอาการต่างๆได้

โดยยามี 3 รูปแบบหลักๆคือ รูปแบบยาเม็ด รูปแบบยาน้ำ และ รูปแบบยาฉีด ซึ่งการได้รับยารูปแบบใด ขึ้นกับลักษณะความเจ็บป่วยของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์ที่ดูแลจะเป็นผู้พิจารณา

สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าทานยาแล้วมีผลข้างเคียงปรึกษาแพทย์ที่ดูแล แต่ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้นโรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง การรักษาที่จะปรับให้สารสื่อประสาทให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป และต้องได้รับยาเข้าไปช่วยปรับสารในสมองอย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยที่พบว่า เมื่อมีอาการดีและผู้ป่วยหยุดยาเองอาการกลับมากำเริบได้ เนื่องจากสารสื่อประสาทกลับมาทำงานผิดปกติ ทำให้ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เช่น ด้านการเรียน การทำงาน และ การเข้าสังคม

การลดยาหรือหยุดยา ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา ไม่ควรลดเอง หรือ หยุดเอง
แต่ถ้ามีปัญหาใดๆที่เกิดจากการทานยา สามารถปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา

สิ่งหนึ่งที่ถือว่า โชคดีสำหรับคนยุคนี้ คือ ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาโรคนี้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มียารักษาโรคนี้อยู่หลายชนิด เพิ่มตัวเลือกในการใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนได้มากขึ้น ทำให้มียาที่ออกฤทธิ์รักษาได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ และ ผลข้างเคียงบางชนิดน้อยกว่ายาในยุคก่อนๆ ซึ่งถ้าเทียบกับ ยุคสมัยของ จอห์น แนช นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล ในเรื่อง a beautiful mind ที่มียารักษาโรคนี้อยู่ไม่กี่ชนิดจึงพบว่าคนยุคนี้ โชคดีกว่านักค่ะ

2). การรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล ในกรณีดังต่อไปนี้
1. มีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น
2. มีปัญหาความเจ็บป่วยที่ต้องดูแลใกล้ชิด
3. ควบคุมการกินยา ในผู้ป่วยไม่ยอมกินยาและญาติดูแลไม่ได้

3). การรักษาด้วยไฟฟ้า(ECT)
มักใช้ในผู้ป่วย ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือ ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว หรือ มีลักษณะซึมเศร้ามากๆร่วมด้วย

2. การดูแลรักษาด้านจิตใจ และ สังคม
1). การรักษาด้านจิตใจและสังคม
เป็นส่วนสำคัญมาก เนื่องจากอาการป่วยทำให้มีผลกระทบกับชีวิตผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมมาก และ ความตึงเครียดส่งผลให้โรคกำเริบได้ จึงควรให้ความสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วย ครอบครัว และ สังคม อยู่กันได้อย่างเข้าใจ มีความสุข และลดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

2).การฟื้นฟูทักษะ
การฝึกดูแลตัวเอง การเข้าสังคม และ การฝึกอาชีพที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความภูมิใจในตัวเองของผู้ป่วย เพิ่มรายได้ ลดการเป็นภาระต่อผู้ใกล้ชิดและสังคมได้
เช่นทำกลุ่มบำบัด การทำกิจกรรมโรงพยาบาลภาคกลางวัน แก่ผู้ป่วยที่อาการคงที่ การให้ผู้ป่วยฝึกทักษะ อาชีพง่ายๆ ที่ผู้ป่วยพอมีความชอบหรือความถนัด

3).รับคำแนะนำและปรึกษาจิตแพทย์
จิตแพทย์สามารถเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่ครอบครัว และ ชุมชมที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ โดยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาของผู้ป่วย วิธีการดูแลผู้ป่วย

3.บทบาทของผู้ดูแล เป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะ
หลายครั้งพบว่า การดูแลที่เหมาะสมส่งผลให้ความรุนแรงของโรคน้อยลงได้ค่ะ รายละเอียดดังนี้ค่ะ

1). มุมมองและการยอมรับผู้ป่วย
• อาการที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย เช่น พฤติกรรม ความคิดที่ไม่เหมาะสม เกิดขึ้นเพราะผู้ป่วยมีความเจ็บป่วย
• ผู้ป่วยทุกคนมีความหมายและคุณค่าในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับคนทั่วไป
• มองเห็นศักยภาพ จุดดีที่ผู้ป่วยมี
• มีเจตคติและความปรารถนาที่ดีกับผู้ป่วย

2). แนวทางการปฏิบัติ
• ควรเน้นที่สัมพันธภาพในการรักษา รับฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจ ไม่โต้แย้งคัดค้านอาการหลงผิดของผู้ป่วยว่าไม่เป็นจริง ขณะเดียวกันไม่เข้าข้าง หรือแสดงท่าทีสนับสนุนความเชื่อของผู้ป่วย และ หันเหความสนใจผู้ป่วยไปทำสิ่งอื่นๆที่เหมาะสมแทน
• การรักษามุ่งเน้นที่การปรับตัวของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยพออยู่ในสังคมได้ มีการปรับตัวที่ดีในระดับหนึ่ง แม้จะยังมีอาการหลงผิด หรือ พฤติกรรมแปลกๆ อยู่บ้าง
• เมื่อผู้ป่วยมีพฤติกรรมหรือความคิดที่เหมาะสม ให้ชมเชย เพื่อเป็นกำลังใจ เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดการเรียนรู้และต้องการทำสิ่งนั้นบ่อยๆ
• เมื่อผู้ป่วยมีพฤติกรรมหรือความคิดไม่เหมาะสม ให้บอกผู้ป่วยทันที โดยใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์
• ไม่คาดหวังกับผู้ป่วยสูงมากนัก ว่าผู้ป่วยจะเข้าใจสิ่งต่างๆได้อย่างดี เพราะผู้ป่วยเข้าใจเท่าที่พวกเขาสามารถ

โรคนี้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หรือใกล้เคียงคนทั่วไปได้ ถ้าผู้ป่วย และ ญาติ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ และ เข้าใจแนวทางการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการให้เกียรติ ให้การยอมรับ และให้ความเข้าใจ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานทางจิตใจและกำลังใจที่ดีให้กับผู้ป่วยได้มากค่ะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  รพ.รามาธิบดี

ภาพจาก : http://www.drjack.co.uk/tag/negative-symptoms/

โรคประหม่ากังวลต่อหน้าสังคม (Social Phobia หรือ Social Anxiety)

เป็นความกังวลเมื่อต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองจากผู้อื่น
กลัวว่าตนเองอาจทำอะไรที่น่าอับอายขายหน้า
มักเป็นสถานการณ์ที่รู้สึกว่า กำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนหลายคน
เช่น การพูดหน้าชั้น การพูดในที่ประชุม หรือแม้กระทั่งการเดินเข้าไปในที่คนเยอะๆ และ รู้สึกว่าสายตาหลายๆคู่กำลังมองมาก็จะเกิดความประหม่าขึ้นมาอย่างมาก
จนบางคนไม่กล้าเดินเข้าไปในที่มีคนมากๆ
เพราะ กลัวตกเป็นเป้าสายตา

โดยบางคนตอนอยู่ในกลุ่มเพื่อน พูดคุยเก่ง พูดจาคล่องแคล่วร่าเริงดีปกติ แต่เมื่อต้องไปพูดหน้าชั้น กลับพูดไม่ออก เกิดอาการประหม่าอย่างมาก

ลักษณะอาการ
คือ มีความกลัววิตกกังวลเกิดขึ้นเอง แม้ทราบว่าไม่มีเหตุผลสมควรที่จะกลัวกังวลขนาดนั้นแต่ก็อดกลัวกังวลไม่ได้
และมีอาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น มือสั่น เสียงสั่น เหงื่อแตก ตัวเย็น มือเท้าชา บางคนใจหวิว เหมือนจะเป็นลม
บางคนอาจมีอาการปวดปัสสาวะ หรือ อุจจาระได้

ด้วยความกังวลทั้งใจและทางกายนี้ ผู้ป่วยจะพยายามจะหลบเลี่ยงหลีกหนีต่อสิ่งที่กลัวนั้นจนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
และ มักมีอาการนานมายาวนานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

และเมื่อพูดนำเสนอ หรือ แสดงออกไปเสร็จ
มักจะเก็บความคิดวนไปวนมา และ รู้สึกไม่ค่อยพอใจตัวเอง
โดยมักเห็นแต่จุดผิดพลาดของตัวเอง
จนทำให้เกิดความกลัวกังวลถ้าต้องพูดหรือแสดงออกในครั้งต่อไป

โรคนี้พบได้ 2-3% ในคนทั่วไป

 

กัลวลต่อหน้าสังคม

สาเหตุหลักมี 2 ประการ คือ ด้านจิตใจ และ ด้านร่างกาย

1. สาเหตุด้านจิตใจ

ผลจากอดีต
- เคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต เช่น เคยพูด หรือ แสดงความคิดเห็นต่อหน้าคนอื่นๆ แล้ว ได้รับการตอบรับที่ไม่ดี หรือ เกิดความรู้สึกอับอาย ประสบการณ์เลวร้ายนั้น จะกลายเป็นแผลในใจ จนเกิดความรู้สึกฝังใจ

- เคยมีอาการประหม่าตื่นเต้นตอนพูด หรือ แสดงออก แล้วถูกคนจับได้ หรือ เกรงว่าคนจะจับได้ เลยเกิดความประหม่า กังวลขึ้นมาทุกครั้งที่ต้องเจอสถานการณ์แบบเดิม

- เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ พ่อแม่มักวิพากษ์วิจารณ์เด็กตลอด จนเด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ มองว่าตนเองไม่เป็นที่น่ายอมรับ
หรือ พ่อแม่ที่มักทำให้เด็กรู้สึกอับอาย (shame)
หรือ เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่แคร์สายตาคนอื่นมากๆ อ่อนไหวต่อการวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบตัวอย่างมาก ยึดถือความคิดเห็น หรือ คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นมาก
เด็กก็จะสั่นไหว อ่อนไหว และ แคร์สายตาคนอื่นมากไปด้วยเช่นกัน
(ที่เรียกว่า แคร์สื่อมาก)

ผลจากตัวเอง
- มักมองตนเองในแง่ลบ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ค่อยเห็นข้อดีของตนเอง ไม่ค่อยเห็นคุณค่าในตนเอง ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีความคิดกับตนเองในแง่ลบบ่อยๆ เช่น ถ้าฉันแสดงตัวตนของฉันออกไป คนจะต้องปฏิเสธฉันแน่นอน หรือ ความคิดเห็นของฉันไม่ได้เรื่อง เป็นต้น

- มีความคาดหวังกับตัวเองมาก มีมาตรฐานกับตัวเองสูง จนไม่ค่อยรู้สึกพอใจกับตัวเองสักที

- รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยอยู่ตลอด มองว่าตนเองสู้คนอื่นไม่ได้ (inferior)

- ขาดความมั่นคงจากภายใน ต้องการการเติมเต็มจากคนภายนอกอย่างมาก จึงสั่นไหว กับสายตาคนอื่นอย่างมาก

- คนที่มีลักษณะวิตกกังวลง่ายอยู่เดิม และ มักชอบคิดเรื่องต่างๆไปล่วงหน้า โดยเฉพาะมักคิดไปในแง่ลบ

ผลอิทธิพลในสังคม หรือ วัฒนธรรม
- สังคมหรือวัฒนธรรม ที่ใช้ความรู้สึกอับอายต่อสายตาคนอื่นเป็นการลงโทษ
- สังคมที่อ่อนไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
- สังคมที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์มาก หรือ มีมาตรฐานสูง
- สังคมที่มักตัดสินคนอื่นๆที่การแสดงออกเป็นหลัก
- สังคมที่อัตราการแข่งขันสูง
- สีงคมที่ไม่คุ้นเคย ก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก
- สังคมที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคำตำหนิ
เป็นต้น

2. สาเหตุด้านร่างกาย
1) ผลด้านพันธุกรรม พบว่าในญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า
2) ผลจากสารสื่อประสาทในสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลหลั่งผิดปกติ ทำให้เกิดความกลัวกังวลง่ายกว่าคนทั่วไป จนเกิดอาการกังวลขึ้นทั้งทางร่ายกายและทางจิตใจไวกว่าปกติ

การรักษา
1. การรักษาด้านจิตใจ

1) พฤติกรรมบำบัด
- การรักษาโดยการเผชิญสิ่งที่กลัว (exposure therapy)
- การใช้เทคนิกผ่อนคลาย (relaxation technique) เช่น นั่งหรือยืนในท่า ที่สบายๆ หายใจเข้าออกช้าๆลึกๆ ไปเรื่อยๆ สัก 3-5 นาที หรือ อาจถึง 10 นาที หรือ มากกว่านี้ได้ ซึ่งวิธีการนี้หลายคนจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเกิดความสงบมากขึ้น จากร่างกายที่ผ่อนคลายมากขึ้น และ จิตใจที่สงบมากขึ้นทำให้รู้สึกมั่นคงจากภายในมากขึ้นหรือ การจินตนาการถึงสิ่งที่ดี
- การจินตนาการ สถานการณ์จำลอง ที่ตนมักกลัว เพื่อสร้างความคุ้นชินเพื่อลดความกลัวกังวล
และ ถ้ามีการบันทึกความก้าวหน้าของการเผชิญสถานการณ์ที่กลัว จะยิ่งเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตนเองได้มากขึ้น

2) การปรับวิธีคิด
- ปรับวิธีคิดที่มองตนเอง หรือ สถานการณ์ต่างๆรอบตัวแย่เกินจริงไปมาก จนเกิดความวิตกกังวล หรือ มักแปลความสิ่งต่างๆไปในแง่ลบมากเกินไป การรักษาปรับวิธีคิด หรือ วิธีแปลความสิ่งต่างๆให้เหมาะสมตามความเป็นจริง ให้กลับมามองเห็นสิ่งดีๆ เห็นศักยภาพในตนเอง หรือ แปลความสถานการณ์รอบข้างได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามความเป็นจริง

3) การทำจิตบำบัด
การทำจิตบำบัดแบบเชิงลึก เพื่อหาที่มาและช่วยแก้ไขปมขัดแย้ง ในจิตใจ ซึ่ง รักษาโดยจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยาคลินิค เพื่อให้กลับมารักและยอมรับตัวเองได้อย่างแท้จริง เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นภายใน จะลดความสั่นไหวต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกลงไปอย่างมาก

2. การรักษาด้านร่างกาย มียาที่ใช้รักษาหลายชนิด
(การใช้ยารักษาควรอยู่ในความดูแลของแพทย์)
เช่น
กลุ่มยาต้านเศร้า เช่น Serotonon-Specific Reuptake Inhibitors (SSRI)
กลุ่มยาคลายกังวล เช่น ยากลุ่ม benzodiazepine
และ ยาในกลุ่ม beta-adrenergic antagonist เช่น propranolol ใช้ในลดอาการประหม่าทางร่างกาย เช่น ใจสั่น มือสั่น เสียงสั่น เป็นต้น

การมีความกลัวกังวล หรือ ใส่ใจสายตาต่อสังคมรอบตัวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และ ด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำเพราะทำให้เราเกิดการพัฒนาตนเอง เกิดการกลับมาใคร่ครวญตัวเอง
เพราะถ้าไม่มีความแคร์หรือใส่ใจสายตาคนรอบข้างเลย อาจทำให้เกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสม และ ไม่รู้ตัว จนอาจเกิดผลเสียหายต่อตนเองและคนอื่นได้

ดังนั้นการมีความกลัวกังวลบ้าง เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความใส่ใจต่อสิ่งต่างๆมากขึ้น
ความกลัวกังวลจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ เพียงแต่ถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นผลเสียต่อตนเอง และ ต่อคนอื่นได้

การกลับมาดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีอาการไม่มากเราอาจสามารถดูแลตัวเองได้ ด้วยการปรับทัศนะคติใหม่ มองตัวเอง และ มองสถานการณ์รอบข้างให้ตรงตามความเป็นจริง มองอย่างมีสติมากขึ้น ทันความคิดด้านลบให้บ่อยขึ้น เพราะหลายครั้งเราคิดมากไปเอง
หรือฝึกร่ายกายให้อยู่ในความผ่อนคลายมากขึ้น ดังวิธีที่ได้กล่าวข้างต้น

แต่ถ้ามีอาการมาก การพบแพทย์ เช่น จิตแพทย์เป็นตัวช่วยหนึ่งที่อาจช่วยคุณได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราเป็นโรคทางจิตหรืออะไร
เพียงแต่อาการทางจิตใจบางอย่างมีผลมาจากทางร่ายกายด้วย
ดังนั้นการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือว่าเป็นการรู้จักดูแลตัวเองนะคะ

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

เครดิตภาพ http://www.brighteyecounselling.co.uk/alcohol-drugs/social-anxiety-disorder/

ใส่ความเห็น

ผู้ใหญ่เป็นสมาธิสั้นได้หรือไม่‬?

เด็กๆส่วนใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่พามาปรึกษาที่โรงพยาบาลเกือบครึ่งจะมาด้วยปัญหาการเรียน และโรคที่ถูกวินิจฉัยมากที่สุด ก็คือ โรคสมาธิสั้น ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่งทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่น แต่หลายๆครั้งก็พบว่าตัวคุณพ่อหรือคุณแม่ของเด็กที่เป็นสมาธิสั้นหลายๆคนป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นเช่นกัน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากโรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่คำถามที่พบได้บ่อยๆก็คือ “ผู้ใหญ่ก็เป็นสมาธิสั้นได้หรือหมอ”

คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าโรคสมาธิสั้นพบได้เฉพาะในเด็กเท่านั้น แล้วผู้ใหญ่เป็นโรคสมาธิสั้นได้หรือไม่?

คุณมาทำงานสายเป็นประจำ ลืมนัดสำคัญกับลูกค้า ทำงานตกๆหล่นๆ ถูกเจ้านายตำหนิว่าไม่รับผิดชอบบ่อยครั้ง จัดระเบียบการทำงานไม่ได้ งานค้างส่งทันบ้างไม่ทันบ้าง แถมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง บางครั้งเครียดจนนอนไม่หลับ บางทีคุณอาจกำลังเป็นโรคสมาธิสั้นก็ได้ คนในวัยทำงานหลายคนเป็นโรคสมาธิสั้นโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม คนรอบข้างรวมถึงตัวเองก็ไม่เข้าใจ จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว และ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ตัว

จริงอยู่ว่าโรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่ได้รับการวินิจฉัยในเด็กวัยเรียน แต่หลายๆครั้งที่โรคนี้ไม่ได้รับการวินิจฉัยในวัยเด็ก เพราะหลายเหตุผล เช่น มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ในอดีต พ่อแม่หรือครูคิดว่าเด็กดื้อโดยนิสัย ขี้เกียจเอง เด็กสมาธิสั้นบางคนที่มีสติปัญญาดีทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเรียนเด่นชัด ทำให้ไม่ได้ถูกพามาพบแพทย์ตั้งแต่เด็ก หมอเคยได้ยินผู้ใหญ่ที่เป็นสมาธิสั้นคนหนึ่งเล่าว่า จริงๆถ้าเขาไม่สะเพร่าเวลาทำข้อสอบ เขาน่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยในคณะที่เค้าเลือกเป็นอันดับต้นๆมากกว่าคณะที่เขาสอบได้ในอันดับ 3 ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงว่า underachievement เป็นปัญหาที่พบในคนที่เป็นสมาธิสั้นที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา (underachievement หมายความว่า การที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็นทั้งที่มีความสามารถจะทำได้)

สมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder)เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า Dopamine ทำงานบกพร่องหรือมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดในวัยเด็กแต่จะเป็นต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ โรคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา เด็กสมาธิสั้นหลายคนที่ได้รับการรักษาสามารถเรียนได้เหมือนเด็กปกติ Dr. Russell Barkley กล่าวว่า โรคสมาธิสั้นเป็นโรคความบกพร่องของ executive functions ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (Planning), การแก้ปัญหา (Problem solving), การควบคุมอารมณ์ (emotional regulation), ซึ่งแม้คนที่เป็นสมาธิสั้นจะมีทักษะและความสามารถ แต่ด้วยความเป็นสมาธิสั้นทำให้การแสดงความสามารถที่มีอยู่ไม่ได้ผลเต็มที่ (ADHD is a disorder of “performance” not “skill”) ลักษณะที่สำคัญของคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น คือ ไม่สามารถจัดการกับเวลาได้เมื่อต้องทำงานที่มีกำหนดเวลา (Time-blindness) บางครั้งจะทำไม่ทัน หรือทันแบบจวนตัว เช่น ถ้ามี project ที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันจันทร์ ซึ่งต้องใช้เวลาทำอย่างน้อยสามวัน คนที่เป็นสมาธิสั้นจะไม่สามารถควบคุมหรือรู้ตัวเองว่าจะต้องเริ่มทำอย่างน้อยก็วันศุกร์ บางทีกว่าจะนึกได้อีกครั้งก็วันเสาร์แล้ว (ซึ่งปัญหาตรงนี้จะต้องไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจของตนเอง หรือ ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น ความเครียด)

ลองมาดูอาการที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานที่เป็นโรคสมาธิสั้น

1. มีปัญหาในการทำอะไรที่ต้องการการจดจ่อและงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น เหม่อลอยเวลาต้องคุยธุระกับลูกค้ายาวๆ วอกแวกง่าย ฟังอะไรยาวๆแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ ทำงานผิดพลาดเพราะประมาทเลินเล่อเสมอๆ

2. ขี้ลืมและมีปัญหาในการจัดการงานให้เป็นระบบ เช่น โต๊ะทำงาน รถที่ขับ ห้องพัก รกและไม่เป็นระเบียบอย่างมาก เวลาต้องหาอะไรจะหาไม่พบเสมอๆ มักผัดวันประกันพรุ่ง มาสายประจำ ทำของหายบ่อยๆหรือจำไม่ได้ว่าวางไว้ที่ไหน(เช่น กุญแจ, กระเป๋าเงิน, โทรศัพท์มือถือ, แฟ้มงาน) ไม่สามารถประมาณเวลาเพื่อให้งานเสร็จทันเวลาที่กำหนด

3. หุนหันพลันแล่น เช่น พูดแทรกเวลาคนอื่นพูด ไม่ค่อยคิดก่อนทำและพูดทำให้เกิดปัญหากับตนเองหรือคนรอบข้างบ่อยครั้ง

4. เบื่อง่ายทำอะไรนานๆไม่ค่อยได้ เช่น มีความรู้สึกอึดอัดเวลานั่งเฉยๆนานๆ เช่น เวลาประชุมนานจะรู้สึกกระวนกระวายใจ ชอบอะไรแปลกใหม่และตื่นเต้น พูดเก่ง พูดมาก

5. มีปัญหาอารมณ์ เช่น ความรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เครียด หงุดหงิดง่าย บางคนมีปัญหาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล นอนไม่หลับ เสี่ยงต่อปัญหาการติดสุราและยาเสพติดอื่นๆ

หากมีอาการตามที่อ่านมาข้างบน ยิ่งถ้านึกย้อนไปในวัยเด็กแล้วพบว่าอาการต่างๆเหล่านี้เป็นมาตั้งแต่คุณยังเรียนหนังสืออยู่ บางทีคุณอาจกำลังเป็นสมาธิสั้นอยู่ก็ได้ หากลองคิดย้อนหลังไปในอดีตเมื่อยังเป็นเด็กและวัยรุ่น อาจพบว่าเวลาที่ผ่านมามักจะถูกดุว่าจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู เพื่อน บอกว่าเขาเป็นเด็กขี้เกียจ เด็กไม่ฉลาด เพราะมักจะทำงานไม่เสร็จ ส่งงานไม่ทัน สะเพร่า ขี้ลืมบ่อยๆ บางครั้งจะบอกว่าเมื่อเทียบกับความสามารถที่มีน่าจะเรียนหรือทำงานได้ดีกว่านี้ และหากไม่ได้รับการรักษาก็จะส่งผลกระทบตามมาอย่างมาก ทั้งด้านส่วนตัว การงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

-ผลกระทบทางสุขภาพร่างกายและจิตใจ คนที่เป็นสมาธิสั้นเมื่อทำงานไม่ประสบความสำเร็จ หรือ ทำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ มักจะมีความเครียด และเกิดโรคซึมเศร้า วิตกกังวลตามมา บางคนหันไปหายาเสพติดเพื่อเป็นทางออกในการคลายความเครียด จึงมีความเสี่ยงในการติดบุหรี่ สุรา หรือยาเสพติดที่อันตรายอื่นๆ ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ

-ผลกระทบในการทำงาน มักทำงานผิดพลาดบกพร่อง เพราะความประมาท ทำงานส่งไม่ทันกำหนด จัดระเบียบในการทำงานไม่ได้ ถูกเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าตำหนิอยู่เสมอ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง

-ผลกระทบในเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น มักเป็นคนที่ใจร้อน หุนหันพลันแล่น ไม่คิดก่อนที่จะกระทำ จึงทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว ตามมาด้วยการถูกให้ออกจากงาน หรือ การหย่าร้าง

หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นโรคสมาธิสั้น ทางที่ดีที่สุดคือ การไปพบจิตแพทย์เพื่อการวินิจฉัย โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยยาและการปรับพฤติกรรมซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีค่ะ

บทความโดย หมอมินบานเย็น จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

ทั้งเงินและเซ็กซ์ไม่ใช่เสน่ห์

• ผู้หญิงนั้น ถ้าไม่แกล้งอาย
ก็ต้องยอมรับว่าสนใจ ‘องค์ประกอบสำคัญทางกาย’
แห่งชายชาตรีมากโขอยู่
แน่นอนว่าเครื่องเพศเป็นตัวดึงดูดสายตาได้
เป็นเครื่องกระตุ้นให้เพศตรงข้ามอยากขึ้นเตียงด้วยได้
ตลอดจนเป็น ‘ผงชูรส’ ซองสำคัญของรักแท้ได้

: เซ็กซ์นั้น พอเคยๆแล้ว
ก็รู้ครับว่าเป็นเรื่อง ‘เดี๋ยวเดียว’
แต่เงินนี่สิเรื่องยาวกันทั้งชีวิต
อันไหนสำคัญกว่าไม่ต้องนั่งเถียงกันหรอก !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ด้วยค่านิยม ‘เลือกเงินก่อน’ ของคนยุคเรา
จึงเป็นเหตุให้เกิดคติ ‘รักแท้แพ้เงินสด’
: คนยุคเราจึงศรัทธาในรักแท้น้อยลงทุกที

• แต่ต่อให้เงินตั้งร้อยล้าน
คุณก็ไม่อาจละลาย ‘ความโลภ’ ที่ห่อหุ้มหัวใจผู้หญิง
เพื่อฉายแสงรักออกมาให้คุณรู้สึกได้จริงๆเลย!
นั่นเพราะ…
รักแท้ไม่ได้สร้างด้วยเงิน แต่ด้วยความพอใจ !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทั้งเซ็กซ์และเงิน
ไม่ใช่เสน่ห์อย่างชายที่จะดึงดูดรักแท้มาหาคุณ
ตรงข้าม พวกมันเป็นเพียง ‘เหยื่อล่อ’
ให้คุณวิ่งเตลิดออกห่างจากรักแท้
และยากจะหาทางกลับได้เจอ !

: เพราะใจที่กร้านโลก จะทำให้คุณเห็นไปว่า
โลกนี้มีแต่การ ‘แลกซื้อเซ็กซ์’ กันด้วยเงิน
และความรักเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเท่านั้น
แถมคุณก็จะเจอแต่ผู้หญิง
ที่ช่วยยืนยันความเชื่อพรรค์นั้นไปตลอดชีวิต
ไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่า…
โลกนี้ยังมีผู้หญิงอีกพวกหนึ่งอยู่ !

• เพียงคุณมี ‘รากฐานความเป็นวีรบุรุษ’ เพียงสองข้อ
ก็จะลากจูงคุณลักษณ์ความเป็นชายอื่นๆ
เข้ามาเองในภายหลัง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๑) ความเป็นที่พึ่ง

• ภาวะแกร่งกล้า
ที่เห็นกันง่ายๆด้วยตาเปล่าในแวบแรก
คือเสน่ห์จับตาชั่วคราว
ต้องรู้จักและเห็นพฤติกรรมกันสักระยะหนึ่ง
คุณจึงรู้ได้ว่าภาวะแกร่งกล้าที่เห็น
คือ ‘ไม้หลักปักขี้เลน’
หรือ ‘เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร’ อย่างแท้จริง !

• ภาวะที่เป็น ‘ร่มโพธิ์ร่มไทร’ นั่นแหละ
คือเสน่ห์จับใจถาวร
เสน่ห์อย่างชายในข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ดูยาก

• เมื่อพวกเธอลองมาอยู่ใกล้สักพัก
แล้วพบว่าคุณอ่อนไหว ขี้น้อยใจ
ถือสาเอาเรื่องหยุมหยิมมาเป็นอารมณ์
แถมในกระเป๋าแทบไม่มีเงินสักบาท
อีกทั้งยังเห็นแก่ตัว
ไม่ยอมแม้จะช่วยเธอถือของหนักให้

: อย่างนี้เจอสองสามทีเธอก็รู้แล้วว่า
คุณเป็นแค่ไม้หลักปักขี้เลน ไม่น่าเล่นด้วยหรอก

• ทำ ‘หน้าที่’ ตรงหน้าของตัวเองให้เสร็จ
รู้สึกว่าเอาตัวรอดได้ เป็นที่พึ่งของตัวเองได้
ก็นับว่าจุดชนวน ‘เสน่ห์อย่างชาย’ ได้แล้ว
เพราะคนเราจะเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้
ต้องมีความรู้สึกขั้นพื้นฐานว่า
เป็นที่พึ่งของตนเองได้เสียก่อน

• เพื่อสร้าง ‘ความเป็นที่พึ่ง’
ให้เกิดขึ้นในตนอย่างครบวงจร
คุณจึงจำเป็นต้อง ‘หมั่นออกกำลังกาย’
รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง
ด้วยการบำเพ็ญตน ‘เป็นผู้อุปการะสังคม’
จะมากหรือน้อยก็ตาม
ขอเพียงให้สม่ำเสมอเป็นพอ

• ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือเมื่อไร ก็อย่าดูดาย
: พอมองแล้วเห็นเป็นคนที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ
และก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณ ก็ช่วยไปเถอะ !

• เมื่อทำบุญจนเกิดภาวะความเป็นที่พึ่งขึ้นในคุณ
ไม่ว่าเดิมทีคุณจะรูปร่างหน้าตาเปราะบางหรือบึกบึน
..จิตใจคุณจะห้าวหาญขึ้น
..มีความหนักแน่นมั่นคงขึ้น
..เต็มใจฝ่าอุปสรรคมากขึ้น

จนผู้หญิงรู้สึกได้…
ถึง ‘ความเป็นเกราะกำบัง’ คุ้มแดดคุ้มฝน
หรืออย่างน้อยที่สุดคือเห็นคุณมีดีพอจะปกป้องเธอ
ให้ความอบอุ่นกับเธอได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๒) ความเป็นผู้นำ

• ถ้าคุณยังเป็นที่พึ่งให้ตนเองและคนอื่นไม่ได้
ก็ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเป็นผู้นำ !

• ความเป็นผู้นำไม่ได้ตั้งต้นจากการเป็นหัวหน้าคนอื่น
: ความเป็นผู้นำตั้งต้นจากการเป็น ‘ผู้ริเริ่มก่อน’
และสิ่งที่ริเริ่มนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อ ‘ส่วนรวม’
ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะตน

• ถ้าจะแสดงความเป็นผู้นำ
คุณต้องกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแน่ใจว่าดีแล้ว ถูกแล้ว
อย่าได้หันรีหันขวางถามใครว่าควรทำไหม
ให้ลงมือทำเลย !

: กับทั้งทำอย่าง ‘มีพลังมากพอ’
จะก่อกระแสกระทบหูกระทบตาคนอื่น
ให้เกิดแรงบันดาลใจใคร่ทำตาม
หรือกรูมาช่วยเหลือคุณคนละไม้คนละมือ
โดยไม่ต้องบีบบังคับกัน

• บุญที่จะทำให้เกิดสัญชาตญาณผู้นำนั้น
เกิดจากการเป็นผู้ ‘คิดริเริ่มในการบุญ’ และ
‘ทำสำเร็จ’ เป็นไปตามเป้าหมาย
ตลอดจน ‘จูงใจคนรอบข้าง’
ให้เห็นดีเห็นงาม ยอมให้ความร่วมมือ
และเชื่อมั่นว่าคุณรู้จักทิศทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

• การเริ่มทำบุญเพื่อสร้างภาวะผู้นำนั้นง่ายกว่าที่คิด
แค่หัดเริ่มชักชวนคนใกล้ตัว
ให้เห็นดีเห็นงามตามคุณในทางที่ชอบที่ควร
ก็นับเป็นบุญที่จุดชนวนภาวะผู้นำขึ้นมาได้แล้ว !

• และโลกนี้ก็เต็มไปด้วยสถานที่
ที่พร้อมจะให้คุณบำเพ็ญบารมีผู้นำ
อย่างเช่นตามสถานสงเคราะห์

: เพียงอาสาไปเป็นครูสอนเพียงอาทิตย์ละวัน
แต่ละวันใช้เวลาไม่นาน

: การตั้งใจเดินทางไปเปลี่ยนชีวิตคนอื่นให้ดีขึ้น
โดยไม่มีใครขอ โดยไม่มีใครชักชวนนั่นแหละ
จุดเริ่มต้นของความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ !

ผู้หญิงจะ ‘รู้สึกดีที่สุด’ กับผู้ชายที่นำเธอได้
หมายถึงว่านำได้ในระดับของความคิด
เปลี่ยนความเข้าใจ เปลี่ยนวิธีมอง
ตลอดจนเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง

ฉะนั้น ชายที่ทอดอาลัยตายอยากกับชีวิต
กระทั่งลุกขึ้นประกาศหาหญิงสาวสักคน
ที่จะมาทำให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น
จึงไม่รู้ตัวว่าได้มอบเสน่ห์อย่างชายให้กับฝ่ายหญิง
ตลอดจนนำความเป็นหญิงมาสู่ตนเสียแล้ว !

คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ “รักแท้มีจริง” โดย ดังตฤณ

ใส่ความเห็น

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (2) : ยาต้านเศร้า

ในตอนที่1 หมอได้พูดถึงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับผลข้างเคียงไปแล้ว

ต่อไป หมอจะลงรายละเอียดเฉพาะกลุ่มยาที่ใช้บ่อยทางจิตเวชค่ะ

หากใครเคยอ่านบทความ “ยาทางจิต กินแล้วติดไหม” มาก่อน คงพอจะทราบว่าหมอจะเรียกยาที่ใช้ว่า “ยาตัวหลัก” และ “ยาตัวช่วย”

ซึ่งยาตัวหลักนั้นก็ได้แก่ ยาต้านเศร้า (antidepressant) , ยาต้านโรคจิต (antipsychotic) และ ยาทำให้อารมณ์คงที่ (mood stabilizer)

ส่วนยาตัวช่วยมักจะหมายถึง ยาคลายกังวล/นอนหลับ อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้เป็นหลักในโรคหนึ่งๆอาจจะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นตัวช่วยในอีกภาวะหนึ่งก็ได้

หมอขอเริ่มที่ยาหลักตัวแรกก่อนนะคะ ยาต้านเศร้า (antidepressant)

เป็นยาที่รักษาทั้งโรคในกลุ่มโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล สามารถแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ได้เป็นหลายกลุ่ม

กลุ่มที่หมอใช้บ่อยที่สุด คือ Selective Serotonin Reuptake Inhibitor (SSRI) ค่ะ เพราะมีผลข้างเคียงต่ำ ค่อนข้างปลอดภัยแม้ในผู้สูงอายุ ซึ่งได้แก่

- Fluoxetine (Fulox® / Prozac®)

- Sertraline (Serlift® / Zoloft® )

- Escitalopram (Lexapro®)

- Fluvoxamine (Faverin®)

- Paroxetine (Seroxat®)

ผลการรักษาของแต่ละตัวนั้นใกล้เคียงกันค่ะ จะแตกต่างกันก็ที่ผลข้างเคียง(ซึ่งโอกาสจะเกิดมีน้อยกว่าไม่เกิดมากๆค่ะ) ซึ่งหากไม่ทานก็คงบอกไม่ได้ว่าเราจะตอบสนองดีกับยาตัวไหน

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย(ซึ่งหมายถึงประมาณ1-10%ของผู้ที่ทานยาเท่านั้น) ได้แก่

1. คลื่นไส้ : ใน 2-3วันแรก ส่วนมากเป็นเล็กน้อย หมอยังไม่เคยเจอคนที่ถึงกับอาเจียนนะคะ

วิธีแก้ไข – ทานยาหลังอาหาร และเมื่อทานต่อไปอาการก็จะหายไปเองค่ะ

2. กระสับกระส่าย : ใจเต้นแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์แรกของการเริ่มยาหรือปรับขนาดเพิ่มขึ้น มักพบในกลุ่มโรควิตกกังวล โรคแพนิค(Panic disorder)

วิธีแก้ไข – เริ่มยาทีละน้อย เช่น ครึ่งเม็ดสัปดาห์แรก แล้วจึงเป็น1เม็ดในสัปดาห์ถัดไป (โดยอาจพิจารณาใช้ยาคลายกังวลร่วมด้วยก็ได้)

การค่อยๆเพิ่มยานี้ก็เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว ไม่เกิดผลข้างเคียง แม้ว่าหมอจะคาดการณ์ว่าคนไข้บางคนน่าจะต้องใช้ยา3เม็ดต่อวัน หมอก็ไม่สามารถให้3เม็ดตั้งแต่แรกได้  ดังนั้นการที่หมอเพิ่มยา ไม่ได้แปลว่าอาการของคนไข้แย่ลงเสมอไปนะคะ

3. ง่วงหรือนอนหลับไม่สนิท

- Fluoxetine เป็นยาที่คนส่วนใหญ่ทานแล้วไม่มีผลข้างเคียงเรื่องง่วง หมอจึงมักให้คนไข้ทานหลังอาหารเช้า แต่หากคุณเป็นคนส่วนน้อยมากๆที่ทานแล้วมีอาการง่วง หมอก็จะเปลี่ยนให้ทานหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอนแทนค่ะ

- ในบางครั้งผลข้างเคียงบางอย่างก็ถือเป็น “ผลพลอยได้” ที่ดีค่ะ เช่น Fluvoxamine , Paroxetine ทานแล้วค่อนข้างง่วง หมอให้คนไข้ทานก่อนนอน ใครที่มีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยก็จะหลับได้ดีขึ้นค่ะ ลดความจำเป็นในการใช้ยาตัวช่วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

- บางคนทานยาแล้วหลับไม่สนิท ตอนที่ทาน1เม็ดไม่เป็นไร แต่ทาน1.5เม็ดถึงมีอาการก็มี หมอก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไปค่ะ ว่าควรให้ยาตัวช่วยเสริมในช่วงแรก , ปรับลดขนาดยา หรือเปลี่ยนชนิดยา

4. เบื่ออาหาร : พบได้ใน Fluoxetine บ่อยกว่ายากลุ่มSSRIตัวอื่นๆ คนไข้บางรายก็ชอบนะคะ ได้ลดน้ำหนักไปในตัว

วิธีแก้ไข – บางคนเป็นเฉพาะในระยะแรกค่ะ แต่หากเป็นต่อเนื่องจนน้ำหนักลด(ซึ่งไม่มีอันตราย) ก็ควรเปลี่ยนยาค่ะ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักน้อยอยู่แล้ว

5. ผลทางเพศ – ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง , หลั่งช้า (delayed ejaculation) , ไม่ถึงจุดสุดยอด (no orgasm)

วิธีแก้ไข – เปลี่ยนจากยาต้านเศร้ากลุ่ม SSRI เป็นกลุ่มอื่น เช่น Bupropion (Quomem®) , Reboxetine (Edronax®)

อย่างไรก็ตาม ความต้องการทางเพศที่ลดลงอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคทางอารมณ์ที่คนไข้เป็นอยู่ เพียงแต่ก่อนรักษา คนไข้อาจไม่ได้สังเกตหรือให้ความสนใจกับอาการนี้ เพราะมีอาการอื่นๆที่สำคัญกว่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เมื่อโรคดีขึ้นแล้ว ความต้องการทางเพศก็จะกลับมาเป็นปกติค่ะ

6. อื่นๆ เช่น ท้องผูก ท้องอืด ปวดศีรษะ มือสั่น เป็นต้น ซึ่งมักจะเป็นอาการเล็กๆน้อยๆที่ไม่จำเพาะเจาะจง (non-specific symptoms)

ผลข้างเคียง(หากมี)ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับช่วงที่เริ่มใช้หรือปรับขนาดยา แต่ก็มีเหมือนกันค่ะที่”ไม่ใช่”

หมอเคยปรับเพิ่มFluoxetineให้คนไข้รายหนึ่ง แล้วคนไข้ก็น้ำหนักลดค่ะ แต่เขาคิดว่าเป็นผลจากการเล่นกีฬา เราก็เลยสังเกตอาการกันต่อไป ต่อมามีอาการมือสั่นด้วย ตอนแรกหมอเองก็คิดว่าเป็นผลข้างเคียงของยา แต่พอเจาะเลือดดูก็พบว่าคนไข้มีโรคของต่อมธัยรอยด์ (Hyperthyroidism) ค่ะ

นี่ก็เป็นตัวอย่างที่เตือนหมอเหมือนกันว่า บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ผลข้างเคียงจากยาเสมอไป เพราะคนๆหนึ่งสามารถเป็นได้หลายโรค และอาการๆหนึ่งก็มีสาเหตุได้หลายอย่าง ต้องดูให้รอบคอบ

ที่พูดไปทั้งหมดข้างต้นคือเรื่องของยาต้านเศร้ากลุ่ม SSRI ซึ่งเป็นยากลุ่มแรกที่จิตแพทย์

จะเลือกใช้ในการรักษาโรคทางอารมณ์ (ยากลุ่มอื่นๆที่ใหม่กว่านี้ เช่น Venlafaxine , Duloxetine , Mirtazapine ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกันค่ะ)

นอกเหนือจากนี้ ก็ยังมียาต้านเศร้ากลุ่ม Tricyclic (Tricyclic Antidepressant ; TCA) ที่หมอสั่งให้คนไข้บ่อยเช่นกันค่ะ

แต่ว่า ไม่ได้สั่งให้ในฐานะ”ยาตัวหลัก”นะคะ หมอมักจะให้ในคนไข้ที่มีปัญหานอนหลับไม่ลึก หลับๆตื่นๆค่ะ

ยาในกลุ่มนี้ เช่น Amitriptyline (Tryptanol®) , Nortriptyline (Nortrilen®) , Imipramine (Tofranil®) , Clomipramine (Anafranil®) เป็นต้น

มีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น ง่วงนอน ปากแห้งคอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก เป็นต้น ซึ่งอาการมักจะน้อยลงไปในสัปดาห์หลังๆ

TCA นี้จะมีฤทธิ์ต้านเศร้าก็ต่อเมื่อทานอย่างน้อย75mgต่อวัน ซึ่งที่ขนาดยานั้น คนไข้หลายคนก็ทนผลข้างเคียงไม่ไหว เมื่อมีSSRIออกมา ยากลุ่มเก่าจึงเป็นที่นิยมน้อยลงมาก

ที่หมอบอกว่า หมอเอามาใช้เป็นยาตัวช่วยนั้นก็เนื่องจากว่า TCAมีผลข้างเคียงเรื่องทำให้หลับลึกขึ้น จึงเหมาะกับคนที่มีอาการนอนหลับๆตื่นๆ หมอมักจะเลือกใช้Nortriptyline 10-25mg ค่ะ ช่วยให้หลับสนิทดี โดยที่ไม่ค่อยมีผลเรื่องปากแห้งคอแห้ง

จะเห็นได้ว่าผลข้างเคียงของยา ถ้ารู้จักใช้ ก็มีประโยชน์ค่ะ

หมายเหตุ – อีกประเด็นหนึ่งที่มักจะทำให้คนไข้ตกใจก็คือเรื่อง “ความคิดฆ่าตัวตาย” เพราะทางFDA ของสหรัฐฯได้มีคำเตือนว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า24ปี ควรระมัดระวังเนื่องจากอาจมีความเสี่ยงในการเกิดความคิดฆ่าตัวตายหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงแรก(1-2เดือน)ของการทานยาต้านเศร้า

ถ้าหมอเป็นคนไข้ ก็คงจะทั้งงงและน่าตกใจนะคะ ว่าตกลงยานี้มันดีไหม? หมอจะให้กินยาอะไรกันแน่ ทำไมผลข้างเคียงมันน่ากลัวอย่างนี้?!?

ข้อเท็จจริงก็คือ แม้ว่าในการศึกษา จะมีคนไข้วัยรุ่นในกลุ่มที่ได้รับยาต้านเศร้า มีความคิดหรือพฤติกรรมนี้ มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก(placebo)จำนวนเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆที่เพียงพอจะสามารถสรุปได้ว่ายาต้านเศร้าเป็นสาเหตุ เนื่องจากความคิดฆ่าตัวตายเป็นอาการหนึ่งของโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว อีกทั้งการทดลองก็เป็นการทดลองระยะสั้นซึ่งมีข้อจำกัดในการวิจัยหลายอย่าง

ในทางตรงกันข้าม ผลดีจากการใช้ยาต้านเศร้านั้นชัดเจนมาก อัตราส่วนผู้ป่วยที่ทานยาแล้วอาการดีขึ้นเทียบกับที่ไม่ได้รักษาแล้วอยากตาย เป็น 11:1 (อ้างอิงจาก http://www.uptodate.com)

ดังนั้นหากเห็นว่าจำเป็น จิตแพทย์จึงแนะนำให้คนไข้ทานยาต้านเศร้าเสมอค่ะ เพราะประโยชน์มีมากกว่าผลข้างเคียงมากนัก

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ใส่ความเห็น

“คนเจ้าอารมณ์”

คงไม่มีใครที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับ “คนเจ้าอารมณ์” คนที่มีความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ทั้งสิ่งเร้าที่เกิดในใจตนเอง หรือสิ่งเร้าที่มาจากภายนอก คนเจ้าอารมณ์พบได้ทั่วไป ทั้งชายและหญิง โดยหญิงจะพบบ่อยกว่า แต่จะรุนแรงน้อยกว่าชาย นอกจากนั้นยังพบได้ทั้งในเด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น หนุ่มสาว และคนชรา โดยการแสดงอารมณ์ก็จะแตกต่างกันไปตามวัย และวัฒนธรรม เด็กเล็ก ๆ อาจแสดงออกในรูปของเด็กเลี้ยงยาก ขี้แย ซึมเฉย หรือดิ้นรนอาละวาด เมื่อถูกขัดใจ เด็กโตจะแสดงออกในรูปการรังแกเพื่อน รังแกสัตว์ ขี้แง ไม่กล้าสู้ วัยรุ่นจะมีอาการคล้ายกันแต่จะรุนแรงกว่า และจะพบปัญหาการใช้สุรา การใช้สารเสพติด การติดเกมส์คอมพิวเตอร์ การหมกมุ่นทางเพศ เป็นต้น ส่วนผู้สูงอายุอาจแสดงออกในรูปของพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย หงุดหงิดง่าย ขี้บ่น หรือแสดงพฤติกรรมที่แสดงถึงการเรียกร้องความสนใจ เป็นต้น

ความรุนแรงของความแปรปรวนทางอารมรณ์ มีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงมาก โดยบุคคลจะมีสติรู้ในความแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับตน ไม่อยากจะเป็น แต่ฝืนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ยาก ส่วนผู้มีความแปรปรวนทางอารมณ์รุนแรง บุคคลจะขาดสติที่จะรับรู้ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับตน ควบคุมตนเองไม่ได้ มีพฤติกรรมตามอารมณ์ขณะนั้นอย่างเต็มที่จนเกิดผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น

ลักษณะของความแปรปรวนของอามรณ์มีหลายรูปแบบ มีตั้งแต่ซึมเศร้า หดหู่ ท้อ เบื่อ (เบื่อตนเอง เบื่องาน เบื่อสังคม) รู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ ขาดความมั่นใจตนเอง ถ้าเป็นมากจัดอยู่ในกลุ่มโรคซึมเศร้า (Depression) และอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตนเอง เช่น กรีดข้อมือ ฆ่าตัวตาย หรือฆ่าคนใกล้ชิด เพราะห่วงว่าถ้าบุคคลนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปจะต้องมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน เป็นต้น อีกรูปแบบหนึ่งของความแปรปรวนทางอารมณ์ คือ ภาวะ Mania หรือ hypomonia คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะตรงข้ามกับกลุ่มซึมเศร้า โดยอาการจะมีลักษณะมากกว่าปกติ เช่น พูดมาก คึกคนองมาก ใจร้อน เชื่อมั่นในตนเองเกินเหตุ คิดเร็ว ขยันมาก แต่ขาดสมาธิ เป็นต้น

โดยทั่วไปผู้มีอารมณ์แปรปรวนส่วนใหญ่จะมีความแปรปรวนในรูปแบบใดแบบหนึ่ง เช่น บางคนก็จะเกิดอาการซึมเศร้า ทุกครั้งที่มีอาการ ขณะที่อีกคนก็อาจจะมีอาการแบบ mania ในทุกครั้งที่เกิดความแปรปรวน แต่ก็มีบางคนอาจจะเกิดอาการได้ทั้งสองแบบในต่างวาระกัน เช่น บางครั้งก็มีอาการแบบซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการแบบ mania เป็นต้น ในกลุ่มที่มีอาการแบบสองอย่างในคน ๆ เดียว จะเรียกว่าคนอารมณ์สองขั้ว หรือ Bipolar disorders.

สาเหตุของการเป็นคนเจ้าอารมณ์ หรืออารมณ์แปรปรวนมีหลายประการด้วยกัน แต่ที่สำคัญ ได้แก่ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ

ในด้านพันธุกรรม ได้มีการศึกษาไว้มาก พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างผู้มีความแปรปรวนทางอารมณ์ในปัจจุบันกับบุคคลสายเลือดเดียวกัน เช่น พี่น้อง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่มีความแปรปรวนทางอารมณ์ที่คล้าย ๆ กัน หรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน แม้จะยังไม่สามารถค้นพบยีนที่มีลักษณะผิดปกติโดยเฉพาะก็ตาม แต่ก็มีข้อมูลที่เชื่อกันว่าน่าจะมียีนหลายตัวที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันทำให้เกิดภาวะเปราะบางทางอารมณ์ในผู้นั้น มากกว่าที่จะเป็นสาเหตุของโรคโดยตรง

ในด้านสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กเล็ก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเด็กเล็กกับแม่ พบว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาโดย “แม่ที่ดีพอ” ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แม่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ พึงพอใจ และตระหนักในความเป็นแม่ เลี้ยงดูบุตรของตนด้วยความรัก ความเข้าใจ อย่างเหมาะสม สม่ำเสมอ เด็กก็จะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี มีความสุข และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อารมณ์ดี มีความสุขต่อไป เป็นบุคคลที่พอใจในตนเอง พอใจในผู้อื่น มองและรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไว้ใจ พอใจ ส่วนเด็กเล็ก ๆ ที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยแม่ที่ไม่พร้อมทางอารมณ์ ไม่พร้อมที่จะให้ความรัก ความเอาใจใส่ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่ขาดความสุข อารมณ์แปรปราวน และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เจ้าอารมณ์สับสนและไม่มั่นใจในตนเอง ในผู้อื่น และในสภาพแวดล้อม

ถ้าระดับความแปรปรวนทางอารมณ์ไม่รุนแรง บุคคลยังพอมีสติหยั่งรู้ในสภาพอารมณ์ของตน การจะแก้ไขปัญหาของตนเองอาจพอทำได้ โดยต้องเริ่มจากการยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าลักษณะความอ่อนไหวทางอารมณ์ของตน เป็นความเปราะบาง (sensitivity) ทางอารมณ์ที่มีอยู่ในตนเอง เนื่องจากความบกพร่องทางกรรมพันธ์ส่วนหนึ่ง และจากความบกพร่องในพัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ที่แต่ในอดีตในวัยเด็กของตนอีกส่วนหนึ่ง ความเจ้าอารมณ์ของตนไม่ได้เกิดเพราะผู้อื่น หรือเหตุการณ์ภายนอกในขณะนั้นอื่น ๆ ทำให้เกิดขึ้น เช่น อารมณ์ที่แปรปรวนของตนไม่ได้เกิดเพราะภรรยา ลูก เพื่อน หรือสิ่งอื่น ๆ รอบตัวขณะนั้น ไม่เป็นดั่งใจตน เมื่อเข้าใจและรับความจริงนี้ได้ จะต้องหยุดโทษว่าตนเองไม่ดี แต่เป็นเพียงแต่ความโชคร้าย หยุดโทษผู้อื่น หยุดโทษสิ่งนอกตัวอื่น ๆ รอบตัวก็เป็นของมัน เช่นนั้นเอง ต้องเตือนตัวเองให้หยุดคิด หยุดหวังว่าตนจะต้องเป็นเหมือนคนอื่น หรือคนอื่นจะต้องเป็นเหมือนที่ตนคิด พัฒนาความคิดและความรู้สึกตามแนวของ Fritz Pearl ว่า

“I am what I am, you are what you are.

We don’t have to be the same.

I am O.K., you are O.K.”

เนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรม และความบกพร่องด้านพัฒนาที่เกิดในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ล้วนเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ในปัจจุบันไม่มียา หรือกระบวนการทางการแพทย์ใดที่จะแก้ไขยีนที่บกพร่องได้ บุคคลจะต้องหาทางที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับยีนที่บกพร่องเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ยอมรับการมีอยู่ของมัน แต่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของมัน ไม่เป็นทุกข์กับมัน เช่นเดียวกับคนตาบอด ที่เรียนรู้ที่จะอยู่กับความตาบอดของตนถึงจะไม่สดวกเหมือนคนตาดีอื่น ๆ แต่ไม่เป็นทุกข์ ใช้ชีวิตของตนต่อไปอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วนความบกพร่องของพัฒนาการในอดีตก็ เป็นอดีตที่ผ่านเลยไปแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขได้อีก บุคคลต้องไม่ปล่อยให้ความคิดและอารมณ์ในปัจจุบันถูกผูกติดไว้กับอดีต ไว้กับความกลัว ความโกรธ ความเหงา ความสับสน ต้องฝึกสติให้เข้มแข็งพอที่จะนำตนเองให้พ้นจาก พันธนาการเหล่านั้น ปล่อยความคิดและอารมณ์ของตนให้อิสระ กลับมาอยู่ความเป็นจริงในปัจจุบัน ใช้สติและปัญญามองสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจ ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของตนเอง และของผู้เกี่ยวข้องกับเราในอดีต รู้สึกถึงการให้อภัย ให้ความเมตตา ให้ความปรารถนาดี ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสรรพสิ่งต่าง ๆ ปรับความคิดและความรู้สึก เมื่อใจเป็นอิสระจากความกลัว ความโกรธ ความเหงา ความสับสน ที่เกิดในอดีต ใจก็จะสงบเย็นขึ้น ความเจ้าอารมณ์จะผ่อนคลายลง หรือหายไปได้ในที่สุด

ในกรณีที่ความแปรปรวนเกิดขึ้นอย่างรุนแรง สมองจะเสียความสามารถในการทำหน้าที่ตามปกติ ความคิด และอารมณ์จะเกิดความสับสน ควบคุมไม่ได้ ในกรณี เช่นนี้ การรักษาทางการแพทย์ เช่น การใช้ยากิน ยาฉีด และอื่น ๆ จะช่วยให้สมองกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติอีกครั้งหนึ่ง สมองไม่เสียหายมากจนเกินไป สมองที่กลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว การใช้สติ และปัญญาเพื่อแก้ไขอารมณ์แปรปรวนของตนก็จะทำได้อีกครั้งหนึ่งช่วยให้หลุดพ้นจากความแปรปรวนของอารามณ์ได้ในที่สุดต่อไป

บทความโดย นพ.ธนู ชาติธนานนท์   jitjai.com

ใส่ความเห็น

ผลข้างเคียงจากยา ได้คุ้มเสี่ยงหรือไม่ (1) : ความรู้ทั่วไป

คำถามสำคัญที่คนไข้มักจะถามหลังจากหมอแนะนำว่า ภาวะหรือโรคที่เขากำลังมีนั้นควรจะทานยารักษา ก็คือ “มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง” ซึ่งเป็นคำถามที่ดีค่ะ เพราะคนไข้ควรมีข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นเกี่ยวกับยาที่กำลังใช้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หมอพบบ่อยๆก็คือ “การวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ”เกี่ยวกับผลข้างเคียง จนบางครั้งทำให้คนไข้ไม่กล้าทานยาหรือหยุดยา…ตามความคิดของตัวเอง/ผู้อื่น ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ดังนั้นหมอจึงอยากเล่าถึงเรื่อง “ผลข้างเคียง” และสิ่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ยา อาจก่อให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ (Adverse Drug Reaction; ADR)

เช่นเดียวกับการขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง … หรืออาจจะไม่เกิดก็ได้

2. อาการอันไม่พึงประสงค์ หรือ ADR นี้ แบ่งเป็นอีกหลายประเภท เช่น การแพ้ยา (drug allergy), ผลข้างเคียง (side effects), อันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction), ระดับยาเกินขนาด (toxicity/overdose) เป็นต้น

สองอย่างหลัง อันตรกิริยาระหว่างยา (drug interaction) แปลไทยเป็นไทยก็คือ กินยาหลายตัวแล้วยาตีกันค่ะ เช่น ยาบางตัวอาจจะเพิ่มระดับ บางตัวอาจจะลดระดับ แพทย์จึงต้องระมัดระวังถึงยาทุกตัวที่ผู้ป่วยใช้อยู่ คนไข้เองก็ควรบอกหมอด้วยว่าใช้ยาอะไรอยู่บ้าง เพราะคนหนึ่งอาจเป็นหลายโรค หาหลายหมอ

ส่วน ระดับยาเกินขนาด (toxicity/overdose) ก็เช่น ทานยาพาราเซตามอลเป็นกำ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เสียชีวิต แต่ตับมีปัญหาค่ะ

ที่อยากจะเน้นก็คือสองอย่างแรกค่ะซึ่งเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย ขอยกไปเป็นข้อถัดๆไป

3. การแพ้ยา (drug allergy) เกิดขึ้นประมาณ 10-15% ของ ADR

ลักษณะ – คาดเดาไม่ได้ , ไม่เกี่ยวกับขนาดยา , เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนๆนั้นเอง

อาการ ได้แก่ ผื่นขึ้น หน้าบวม หายใจไม่ออก ที่พบน้อยมากๆๆ(ประมาณ1ในล้าน)แต่ร้ายแรง เช่น Stevens-Johnson syndrome (SJS) และ toxic epidermal necrolysis (TEN)

สิ่งที่คนไข้ควรทำ คือ จำชื่อยาไว้ เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ

4. ผลข้างเคียง (side effects) เกิดขึ้นประมาณ 85-90% ของ ADR ดังนั้นบางครั้งเราจึงใช้คำว่า side effect กับ adverse drug reaction แทนกัน

นี่เป็นสิ่งที่คนไข้หลายคนเข้าใจผิดว่าคือการแพ้ยา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีความแตกต่างกันอยู่มากค่ะ

ลักษณะคือ คาดเดาได้ , มักจะสัมพันธ์กับขนาดยา, เกิดจากคุณสมบัติของยานั้นๆเอง

ตัวอย่างเช่น ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ (antibiotic), ง่วงนอนจากยาลดน้ำมูก, คลื่นไส้ ผมร่วงจากยาเคมีบำบัด

สิ่งที่คนไข้ควรทำ คือ ปรึกษาหารือร่วมกันกับหมอเพื่อตัดสินใจว่า ยานั้นมีผลการรักษาที่”คุ้ม”กันกับความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงหรือไม่ค่ะ

ส่วนใหญ่แล้ว รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง … เนื่องจาก

4.1 แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ แต่โอกาสเกิดนั้นมีน้อยกว่าไม่เกิดมาก พูดอีกอย่างหนึ่งคือ คนไข้ส่วนน้อยเท่านั้นที่ทานยาแล้วมีผลข้างเคียงค่ะ

ซึ่งมีตัวเลขดังนี้

- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมาก (very common) คือผลข้างเคียงที่พบ ≥ 10%

- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (common or frequent) คือผลข้างเคียงที่พบ ≥ 1 ถึง < 10%

- ผลข้างเคียงที่พบน้อย (uncommon or infrequent) คือผลข้างเคียงที่พบ ≥ 0.1 ถึง < 1%

- ผลข้างเคียงที่พบน้อยมาก (rare) คือผลข้างเคียงที่พบ ≥ 0.01 ถึง < 0.1%

- ผลข้างเคียงที่พบน้อยมากๆๆ (very rare) คือผลข้างเคียงที่พบ < 0.01%

จะเห็นได้ว่า แม้จะจัดว่าเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย ก็ยังพบได้เพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น และมักจะเป็นอาการเล็กน้อย แต่ผลข้างเคียงที่พบน้อย ยิ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น ธรรมชาติไม่ใจร้ายเกินไปค่ะ

ในทางตรงกันข้าม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยมากบางอย่าง ก็เป็นสิ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ เช่น อาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ Augmentin (Amoxycillin-Clavulonate) พบได้มากกว่า 10% … ยังไม่นับว่าเป็นการกินยาโดยไม่จำเป็นด้วยนะคะ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมา ที่เจอบ่อยคือคนไข้เป็นหวัดจากไวรัส หมอพยายามแนะนำว่าทานยาตามอาการก็พอ หลายคนก็ยังบังคับให้หมอจ่ายยาปฏิชีวนะอยู่ดี

หมออยากจะเน้นในประเด็นนี้ ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ยาจะต้องเจอผลข้างเคียง เนื่องจากหลายคนอ่านเอกสารกำกับยาหรือค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วก็กลัวจนไม่กล้าทานยา (ตัวที่ไม่อยากทาน) เพราะคิดว่าจะต้องเจอผลข้างเคียง180ประการทั้งหมด50บรรทัดนั้น ซึ่งไม่ใช่เลยค่ะ

4.2 ผลข้างเคียง อาจจะเกิดในระยะแรกของการใช้ยา หรือเกิดเมื่อใช้ยาไปนานๆก็ได้ แล้วแต่อาการ

บางอย่างก็หายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ หรือลดโอกาสเกิดได้โดยการเริ่มยาทีละน้อย หรือเลือกเวลาทานยาที่เหมาะสม เช่น หากมีผลทำให้ง่วง ก็เอาไว้ทานมื้อก่อนนอน เป็นต้น

ไม่จำเป็นต้องหยุดยา หรือ เปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นในทันทีค่ะ

แต่หากผลข้างเคียงนั้นยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่คุ้มกับผลการรักษาที่ได้รับ หรือ มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า เราก็จะพิจารณาใช้ยาตัวอื่นแทนค่ะ

- คนไข้ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าอาการที่(ดูเหมือนว่า)เพิ่งเกิดขึ้นใหม่เป็นผลข้างเคียงจากยา (บางคนก็เข้าใจผิดว่าเป็นการแพ้ยา)

แม้ว่าโดยมากจะเป็นอย่างนั้น แต่หมอขอแนะนำว่า ให้ปรึกษาแพทย์ดูว่าอาการนั้นเกิดจากอะไรค่ะ เนื่องจากจริงๆแล้วอาการนั้นอาจจะ

- เป็นอาการของโรคอื่นๆแต่บังเอิญเกิดขึ้นใหม่ในช่วงที่ทานยาพอดี ซึ่งหมอจะยกตัวอย่างกรณีนี้ในตอนต่อไปนะคะ

- ไม่ใช่ผลข้างเคียง ไม่ใช่โรคอีกโรค แต่เป็นอาการของโรคที่เป็นอยู่นั้นเอง แต่ก่อนหน้านี้ตัวผู้ป่วยไม่ได้สังเกต

4.3 ผลข้างเคียง ไม่ใช่ การแพ้ยา เป็นคนละอย่างกันนะคะ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว การแพ้ยาเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายคนๆนั้น

ไม่เหมือนกันกับผลข้างเคียง ซึ่งเป็นเพราะตัวยา โดยส่วนใหญ่ไม่รุนแรง มีวิธีจัดการได้

ไม่มียาตัวใดที่ปราศจากผลข้างเคียง ดังนั้น เหตุผลในการเลือกใช้ยาประการหนึ่ง จึงเป็นการที่เราชั่งน้ำหนักดูแล้วว่า “ได้คุ้มเสีย” เช่น แม้ว่าจะคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวผมร่วงมาก แต่เคมีบำบัดเป็นวิธีเดียวที่จะรักษามะเร็งชนิดที่เราเป็น ก็คงคุ้มที่จะใช้

ไม่ต่างอะไรกับการขับรถค่ะ ไม่มีใครคาดเดาหรือรับประกันได้ 100% ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เพราะเมื่อใดที่คุณออกถนนก็แปลว่ามีความเสี่ยง…ซึ่งคุณ(ต้อง)ยอมรับแล้ว แต่คุณก็เลือกที่จะขับอย่างระมัดระวัง เพราะเห็นว่าดีกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ

ในบทความนี้ เราเน้นไปที่เรื่องของการใช้ยา ว่าผลการรักษาที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ากันกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หมออยากให้คนไข้มองอีกมุมด้วยค่ะ คือ อย่าลืมพิจารณาความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากไม่รักษาโรคที่เป็น ปล่อยให้โรคดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เช่น การไม่สามารถทำงานหรือดูแลตัวเองได้ การกลับเป็นซ้ำ การฆ่าตัวตาย เป็นต้น

เพราะหลายคนกลัวผลข้างเคียงมากเกินเหตุจนไม่ได้รับการรักษา หรือใช้วิธีอื่นๆซึ่งไม่ตรงจุด ไม่ได้แก้ที่สาเหตุ

ลองศึกษาด้วยนะคะ ว่าถ้าไม่ได้ทานยา คุณมีความเสี่ยงที่จะเจอกับอะไรบ้าง

ในตอนนี้ หมอขอพูดกว้างๆเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานเพียงเท่านี้ ส่วนตอนต่อไป หมอจะเล่าให้ฟังถึงผลข้างเคียงของยาทางจิตเวชค่ะ

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ใส่ความเห็น

นอนไม่หลับ

จากรายการ Health Me Please ทางช่อง 3 สัมภาษณ์ ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  รพ.รามาธิบดี

นอนไมหลับตอนที่1

นอนไม่หลับตอนที่2

นอนไม่หลังตอนที่3

นอนไม่หลับตอนที่4

นอนไม่หลับตอนที่5

ใส่ความเห็น

โรคนอนเยอะเกิน

จากรายการ Health Me Please ช่อง 3  สัมภาษณ์   ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  รพ.รามาธิบดี

โรคนอนเกินตอนที่ 1

โรคนอนเกินตอนที่ 2

โรคนอนเกินตอนที่ 3

โรคนอนเกินตอนที่ 4

โรคนอนเกินตอนที่ 5

ใส่ความเห็น

อกหัก ก็หายได้

ถึงจะมีคำพูดที่ฮิตกันว่า “อกหักดีกว่ารักไม่เป็น” แต่นี่เป็นคำที่คนอกหักรับไม่ได้ เพราะมันเจ็บปวดทรมานเหลือแสน โดยเฉพาะความรักครั้งแรกที่โลกทั้งโลกเหมือนกับจะมีแต่เขาคนเดียว เขาคือทุกอย่างของเรา ยิ่งรักมากเท่าไร ก็ยิ่งอยากให้เขาอยู่กับเรา เป็นส่วนหนึ่งของเรามากเท่านั้น จู่ๆ เขามาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ของเราอีกแล้ว ไม่แคร์เราอีกแล้ว ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราจะรู้สึกยังไง เจ็บไหม

อาการ อกหักมีหลายแบบ บางคนอกหักดังเปาะ ประเภทว่าเขาไม่มีเยื่อใย ไม่พูดด้วย ไม่ให้โอกาสอธิบายหรือแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น เรียกว่าเป่านกหวีดยาวหมดเวลา จบกันไป ส่วนอีกประเภทเป็นแบบพยายามจะบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ทำอะไรด้วยกัน ค่อยๆ เงียบหายไป จนถึงที่สุดก็มีคำอธิบายที่ฟังยังไงก็ยังทำใจไม่ได้

“ผมไม่ดีพอ ผมไม่อยากขัดขวางอนาคตคุณ”

… งั้นขอฉันเป็นคนเลวก็แล้วกัน จะกลับมามั๊ย ?!!?

“เราไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลย”

… อ้าว! ไหงเมื่อก่อนเห็นบอกว่าคุณคือส่วนเติมเต็มของชีวิตที่ฉันขาดไป ?!!?

สรุปแล้ว ยังไงๆ ก็จะเลิก ว่างั้นเถอะ

ถึงเรื่องอกหักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนาทีละ 12 คน (เดาเอานะ ให้ฟังน่าเชื่อถือหน่อย) แต่ทุกคนจะรู้สึกว่าที่ตัวเองเจอหนักที่สุด โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่ยังเป็นแผลสดอยู่ เวลาที่รู้สึกว่าถูกปฏิเสธความรู้สึกดีๆ ที่เราทุ่มเทให้กับคนที่เราคิดว่าเป็นคนพิเศษ ทุกคนอดคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้รับความรัก ความทุ่มเทกลับมาหาตนเองด้วย นี่ก็ไม่ผิดที่คิดอย่างนั้น เป็นธรรมชาติของคนเราที่คิดว่าโลกจะต้องยุติธรรมต่อตนเอง คือเราจ่ายไปเท่าไรก็น่าจะได้กลับมาเท่านั้น

แต่ … โลกนี้ไม่ยุติธรรมเสมอไปครับ โดยเฉพาะกับคุณๆ ที่อกหัก

ที่แน่ๆ คือ เรามั่นใจได้เฉพาะความรู้สึกของเรา แต่ไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้อีกฝ่ายรู้สึกอย่างที่เราต้องการได้ คิดอย่างแฟร์ๆ ถ้ามีคนหนึ่งมารักเรา แต่เผอิญเป็นคนที่พอเราคบไปสักพักแล้วรู้สึกเซ็งเป็นที่สุด เราก็คงอยากจะปฏิเสธเขาเหมือนกัน ที่นี้ เรากลับเป็นฝ่ายที่ถูกเซ็งซะเนี่ย มันก็เลยเกิดคำถามว่า ทำไมถึงต้องเป็นเรา

ตอบอย่างกำปั้นทุบดินต้องบอกว่า ก็เพราะเราเลือกอย่างนี้เอง ถ้าไม่ไปรักเขาก็ไม่ต้องมานั่งอกหักให้เสียน้ำตา เรื่องความรักเป็นเรื่องเลือกได้ เรายังเลือกรักเขา ไม่รักคนอื่น เขาก็เลือกที่จะไม่รักเราได้เหมือนกัน

ที่เจ็บปวดคือ ความรู้สึกไม่สมหวังในรัก ทำให้รู้สึกว่าเราเองไม่มีคุณค่าพอที่จะมีใครมารัก ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่ปฏิเสธเรา เป็นข้อสรุปที่ทำให้ปวดใจ ไม่มีใครอยากเผชิญกับความรู้สึกว่าเราไม่เป็นที่รัก ทำให้ความรู้สึกดีๆ กับตัวเองสั่นคลอน ความมีคุณค่าในตัวเองดูจะมัวหมองไป ทำให้เกิดอาการอึดอัดบวกกับความเสียใจ เป็นความเสียใจที่หนักอึ้งอยู่ในใจ หลายคนโศกเศร้าเสียใจจนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่กินข้าวปลา ไม่ทำอะไรที่ต้องทำ ไม่คุยกับใคร อยากอยู่คนเดียวกับความเศร้า บางทีความเศร้าก็ดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความหมายอะไรอีกต่อไป

ถ้าปล่อยให้ความรู้สึกเสียใจรุนแรงมาก จะเริ่มมีความคิดแว๊บเข้ามาที่จะทำให้ตัวเองหลุดจากความหนักอึ้งในใจอันนี้ ความคิดแบบรุนแรงจะเริ่มเกิดขึ้น อยากทำอะไรให้ได้รู้สึกว่าสะใจ ให้เขาต้องเสียใจที่ทำกับเราแบบนี้ หลายคนเริ่มมีความคิดทำร้ายตนเองวนเวียน หรืออยากทำร้ายอีกฝ่าย อยากให้เขาได้รู้สึกเสียใจอย่างที่เราเจ็บปวดบ้าง คิดว่าเขาเสียใจบ้างเราคงจะดีขึ้น

เอาเข้าจริงเป็นเพียงความคิดที่ความรู้สึกเสียใจนำเราไป ถ้าเราทำร้ายตัวเองเพื่อให้เขาเสียใจ เขาอาจแค่ตกใจ แต่ไม่เสียใจ คนที่เสียใจจะเป็นคนที่รักเราจริงๆ แทน หากเราคิดทำร้ายเขา ก็ยิ่งไม่ช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้น และเราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราได้ทำลงไป บางทีจะเสียใจมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่ด้วยซ้ำไป

เรื่องอกหักจึงเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาที่ตัวเอง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา เวลาที่ผ่านไปจะค่อยๆ ชะล้างความรู้สึกในทางลบค่อยๆ ให้เบาบางลง ไม่มีทางลัด

ถ้าคุณทำใจได้ภายใน 2 วัน นี่ไม่ใช่อกหักแน่

ถ้าคุณทำใจได้ภายใน 2 สัปดาห์ คุณกำลังหลอกตัวเอง

ถ้าคุณทำใจได้ใน 2 เดือน นายแน่มากไปหรือเปล่า

ประเด็นสำคัญ คือ คนเรามักจะคอยเติมเชื้อให้กับความรู้สึกในทางลบอยู่เรื่อยๆ ไม่ยอมให้มันมอดไป ความเจ็บปวดเลยมากและนานเกินที่ควรจะเป็น

ก่อนที่จะปรับตัว แรกสุดต้องย้ำตัวเองให้ยอมรับความจริงให้ได้ว่า เขาไม่อยู่กับเราแล้ว !! อย่าแอบหวังเล็กๆ ว่าเขาจะกลับมา อย่าไปวาดภาพว่าถ้ากลับมาเราจะ …….. ความจริงก็คือความจริง ตราบใดที่เรามองสิ่งต่างๆ ไม่ตรงตามความเป็นจริง ตราบนั้นเราก็จะยังตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์อย่างไม่มีทางออก

อย่าพยายามทำความเข้าใจ หาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้น ทำไมเขาทำอย่างนี้ หรือเป็นเพราะวันนั้นเขาเข้าใจเราผิด ขอโทรไปถามหน่อย อยากจะขอเคลียร์หน่อย (เป็นคำที่ผมได้ยินผู้หญิงพูดบ่อยที่สุด) ไม่ต้องครับ เพราะมันเป็นเรื่องของอารมณ์ ไม่ใช่เหตุผล ยิ่งคิดยิ่งทำให้เรื่องไม่จบ

เอาเป็นว่า “ตอนนี้เขาไม่อยู่กับเราอีกแล้ว” เท่านี้พอ

สองสามวันแรก กระหน่ำร้องให้หนำใจ จะลดน้ำหนักได้ก็ตอนนี้แหละ (ระยะแผลสด)

แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สองที่แผลใจเริ่มแห้งลงบ้าง เราต้องกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันตามปกติให้ได้ ใจยังเศร้า ไม่เป็นไร ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ ไม่ต้องรีบหายเศร้า แต่ต้องทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน เพื่อดึงชีวิตกลับเข้าสู่ระบบ

ระหว่างที่ใช้เวลาเป็นตัวช่วย เราไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ควรทำตัวให้ความคิดความรู้สึกไม่ดำดิ่งจนเกิดความคิดที่รุนแรงขึ้น

วิธีปรับความรู้สึกตัวเอง เช่น

1. เปลี่ยนแปลงตนเอง อย่าปล่อยให้วนเวียนอยู่กับสิ่งที่เคยทำร่วมกัน สิ่งของ ภาพ สถานที่ที่ชวนให้หวนกลับไปคิดถึงเวลาอยู่ด้วยกันควรจะเก็บ หรือจะทิ้งไปก็ได้ พยายามฝืนตนเองที่จะทำกิจกรรมใหม่ๆ จะได้ไม่มีเวลาว่างมาก

2. ระวังใจตัวเอง อย่าให้ความเศร้าจู่โจมตลอดเวลา หากิจกรรมที่ผ่อนคลายจิตใจ อยากร้องไห้ก็ร้องได้ แต่ต้องรู้จักพอ ร้องไห้แล้วตั้งใจที่จะหยุดร้อง ทำใจให้เข้มแข็งขึ้น การพร่ำรำพันก็เหมือนกัน สงสารตัวเองได้ แต่อย่านาน ไม่มีใครที่จะน่าสงสารตลอดเวลา อย่าปล่อยตัวเองให้ตกอยู่กับหลุมความคิดเก่าๆ เช่น ถ้าเราไม่ …. ถ้าเพียงแต่เขาเขา … บอกตัวเองดังๆ ว่า เขาเลิกกับเราแล้ว เราต้องมองไปข้างหน้า

3. ปรับความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องความรักไม่มีใครดีกว่าใคร เป็นเรื่องลงตัวระหว่างคนสองคน ถ้าเขารู้สึกว่าไม่ใช่ก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ได้แปลว่าเราแย่กว่า ถึงแม้เขาจะทิ้งไปมีคนอื่นก็ตาม ความคิดว่าถูกทิ้งเป็นความคิดทางลบที่ทำให้เกิดความรู้สึกแย่ ลองหัดมองทางบวก เช่น ยังดีนะเนี่ยที่ไม่คบกันนานจนถลำลึกไปกว่านี้

4. หาเพื่อนที่คุยปรึกษากันได้ ระบายความรู้สึกบ้าง เมื่อเพื่อนแนะนำก็ลองพยายามทำตาม ช่วงแรกอาจยากที่จะปรับใจตัวเอง แต่ถ้าเริ่มฝืนใจตัวเองให้ทำอะไรบ้างเราจะเริ่มรู้สึกว่าไม่หมกมุ่นอยู่แต่ กับความเศร้าอย่างเดียว

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ อกหัก ก็เหมือนเป็น “อุบัติเหตุรัก” อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด แต่เราคาดไม่ได้ บางครั้งเราขับรถระวังเต็มที่ แต่ก็ยังมีคนขับมาชนเราได้ ความรักก็เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะรักกันมากแค่ไหน เราจะเอาใจใส่เขามากแค่ไหน ก็อาจเกิดเรื่องที่เราไม่คาดคิดขึ้นได้

เพราะฉะนั้นอย่าจมอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้มองไปข้างหน้า บอกกับตัวเองว่า

“ชีวิตเรายังมีอะไรอีกเยอะ นี่เป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตหนึ่งของเราเท่านั้น”

สิ่งที่ควรทำ

· ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

· ยอมรับว่ามันต้องเจ็บปวด เพราะเราเป็นคน

· อ่อนโยนต่อตัวเอง ยิ้มกับตัวเองบ่อยๆ

· ใจเย็น บอกตัวเองว่ามันต้องใช้เวลา

· ทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำแต่ละวัน ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรภายใน

· บอกตัวเองว่าแล้วเราก็จะผ่านความเจ็บปวดตรงนี้ไปในที่สุด

สิ่งที่อย่าทำ

· อ้อนวอน โทรตาม โทษคนนั้นคนนี้ แก้แค้น หาคนช่วยคืนดีกับเขา

· เที่ยวดึก ดื่มเหล้า กินยาให้ลืมๆ มันไป

· โทษตัวเอง ทำอะไรเพื่อประชดเขาหรือตัวเอง

· เกรงใจ ไม่กล้าพูดคุยปรึกษาคนอื่น

· แยกตัว ไม่ยุ่งกับใคร

บทความโดย มาโนช หล่อตระกูล

ใส่ความเห็น

วิตกจริต : “คิด”จนป่วย

ในโรงพยาบาลที่หมอทำงานนั้น โรคส่วนใหญ่ที่เจอมักจะเป็นโรคทางอารมณ์ค่ะ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งที่คนไข้กังวลมากๆนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ”โรคภัยไข้เจ็บ”ค่ะ แต่ไม่ใช่เพราะว่าคนๆนั้นตรวจพบโรคร้ายแรงหรือเป็นโรคที่ทรมานแล้วทำใจยอมรับไม่ได้นะคะ … เขาไม่ได้เป็นอะไร แต่ “กลัว”ว่าจะเป็นค่ะ

เรื่องราวมักเริ่มต้นด้วยว่าคนไข้มีอาการบางอย่าง ไปหาหมอมาแล้ว – อาจจะมากกว่า1ครั้ง ซึ่งมักจะเคยพบแพทย์เฉพาะทางด้วย แต่ตรวจไม่เจออะไรที่ผิดปกติและได้รับการยืนยันว่า “ไม่เป็นไร”

แต่ด้วยความที่คนไข้ปักใจเชื่อว่า จริงๆน่าจะ “เป็นไร” สักอย่าง แต่หมอยังหาไม่พบ

ความกังวลสงสัยที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น แน่นหน้าอก หรืออาการทางกายอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลจากอารมณ์ตามมา จนบางครั้งกลายเป็นว่า ในตอนหลังมากังวลที่นอนไม่หลับหรือกังวลที่ใจสั่นแทน และสุดท้ายก็ได้รับคำแนะนำให้มาปรึกษาจิตแพทย์

ยกตัวอย่างนะคะ

คุณป้าวัย60ต้นๆคนหนึ่ง รู้สึกเคืองตาเหมือนมีอะไรอยู่ในตา ไปหาหมอตามาแล้วทั้งที่คลินิก โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ความผิดปกติที่ตรวจพบ เช่น ต้อ นั้นรักษาเรียบร้อยแล้ว อย่างอื่นๆก็ปกติดี หมอตาทุกคนจึงบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกตินะ

แต่ด้วยความที่อาการเคืองตานั้นยังมีอยู่ ทำให้คุณป้าคิดว่ายังมีบางอย่างที่หมอตายังตรวจไม่เจอ … คือคุณป้าก็”รู้สึก”อย่างนั้นจริงๆนะคะ ไม่ได้คิดไปเอง เพียงแต่หมอก็ตรวจไม่พบความผิดปกติอะไรที่จะอธิบายอาการนี้ได้

ดังนั้นเมื่อคุณป้ากังวลมากๆเข้า ก็นอนไม่หลับ ซ้ำกล้ามเนื้อก็เกิดการกระตุก…แล้วดันเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กรอบดวงตา!! คุณป้าจึงยิ่งเชื่อมั่นมากกว่าเดิมว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ทั้งๆที่อาการกล้ามเนื้อกระตุกนี้เกิดจากอารมณ์ เหมือนที่เราปากสั่นเวลาตื่นเต้นหรือโกรธนั่นเอง

อาการของคุณป้าเป็นมานานกว่า6เดือน ผนวกกับลักษณะอื่นๆแล้วจัดเข้าได้กับโรค Hypochondriasis ค่ะ ซึ่งต้องใช้ยาต้านเศร้า(antidepressant) และการพูดคุย(จิตบำบัด)ร่วมกันในการรักษา

แต่เคสในลักษณะนี้ที่หมอเจอ ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงขั้นเข้าเกณฑ์เป็นโรคค่ะ ส่วนมากเมื่อพูดคุยทำความเข้าใจและให้ยาตัวช่วยนิดหน่อย อาการก็มักจะขึ้นในเวลาไม่นาน (แต่อาจจะเป็นซ้ำเพราะคนไข้มักมีบุคลิกแบบวิตกกังวลง่ายเป็นพื้นฐาน)

ตัวอย่างเช่น คนไข้คนหนึ่งมีอาการปวดศีรษะ ระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมงและความปวดไม่รุนแรง ไม่มีอาการอื่นๆ (เช่น มองเห็นภาพซ้อน ทรงตัวไม่ได้ อาเจียนหลายๆครั้ง เป็นต้น) ไปตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ เป็นอาการปวดหัวเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นได้ อาจจะจากการใช้ความคิดใช้สายตาเป็นเวลานาน พักผ่อนน้อย ฯลฯ

แต่ ด้วยความที่คนไข้ไม่ได้ปวดหัวมานานหลายปีแล้ว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วทำไมถึงเป็นล่ะ นี่เป็นอาการของโรคอะไรหรือเปล่า? เราเป็นโรคเส้นเลือดสมองหรือมะเร็งหรือไม่?!? … แม้ว่าหมอจะบอกว่าอาการปวดศีรษะนี้ ไม่ได้เกิดจากโรคอะไรเลยก็ตาม

คนไข้มาพบหมอด้วยอาการนอนไม่หลับ ปฏิเสธความเครียดต่างๆ แต่คุยไปคุยมาสุดท้ายก็เจอว่าคิดเรื่องนี้แล้วกังวล มันติดอยู่ในใจตลอด

ถ้าหากไปพบแพทย์มาแล้ว แต่ยังคลางแคลงใจ กลัวว่าจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง หมอแนะนำดังนี้ค่ะ

1. ตั้งคำถามให้ชัดเจน

เวลาคนไข้บอกว่า “กลัวว่าจะเป็นอะไรไหม” หมอจะถามเสมอค่ะว่า “อะไรนี่หมายถึงอะไรคะ?”

สำหรับอาการปวดศีรษะดังตัวอย่างนั้น ส่วนใหญ่มักกลัวว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบ บางรายอาจคิดไปถึงมะเร็งสมอง

ดังนั้น ประโยคคำถามที่ชัดเจนสำหรับกรณีนี้ ก็คือ “สงสัยว่าอาการปวดหัวนี้ เกิดจากโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือเปล่า”

2. หาคำตอบของคำถามนั้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง

นี่คือการความสำคัญของการมีคำถามที่ดีค่ะ เพราะหากคำถามกำกวมอย่าง “แล้วจะเป็นอะไรไหม” เราก็จะไม่สามารถไปต่อได้ เพราะยังไม่รู้เลยว่า ‘อะไรคืออะไร’

ถึงขั้นนี้ เราก็จะตั้งคำถามต่อเนื่องจากเมื่อกี๊ว่า “โรคเส้นเลือดสมองตีบมีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร , มีอาการอย่างไรบ้าง”

ซึ่งในยุคนี้ คนแรกๆที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าหาเมื่อมีคำถามก็หนีไม่พ้น อากู๋ “Google” ซึ่งดีตรงที่แกเข้าถึงง่าย ตอบได้แทบทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม การหาข้อมูลด้วยวิธีนี้มีข้อควรระวังค่ะ

website มีมากมาย เว็บที่คุณอ่านมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ใครเป็นคนเขียน

ที่หมอห่วงที่สุด ก็คือ คนไข้มักจะไปอ่านกระทู้ที่มีผู้คนมาแชร์ “ประสบการณ์” หรือ “ความคิดเห็น” ซึ่งไม่ใช่”ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” หนำซ้ำยังอาจปนด้วยอคติ อารมณ์ คุยกันแบบจับแพะชนแกะ… อ่านแล้วธาตุไฟแตกซ่านหนักกว่าเดิม

ทีนี้สมมติว่าเว็บที่อ่านนั้นน่าเชื่อถือ แต่ปัญหาคือตัวผู้อ่านเองล่ะ สามารถ “วิเคราะห์” ข้อมูลได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน? ในเมื่อ อาการ1อย่าง สามารถพบได้ในโรคมากมาย และโรคๆหนึ่ง ก็มีอาการได้หลายอย่าง แถมอาจจะมีทั้งแบบที่เจอบ่อย และแบบที่เจอไม่บ่อยอีก

ดังนั้น การพบผู้เชี่ยวชาญน่าจะเป็นการหาคำตอบที่ดีกว่า  แต่หากยังมีคำถาม การไปพบแพทย์อีกคนเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม(second opinion) ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายค่ะ ซึ่งยิ่งมีหมอหลายคนยืนยัน ก็ยิ่งน่าจะมั่นใจว่าไม่มีอะไรและสบายใจนะคะ แต่สิ่งที่หมอเจอบ่อยๆก็คือ คนไข้หลายคนก็ยังกลัวอยู่ดีว่าจะเป็นโรคนั้นๆ

เมื่อถามว่า เพราะอะไรจึงคิดอย่างนั้น คนไข้มักจะตอบว่า “ไม่รู้สิ รู้สึกแบบนั้น”

ซึ่งเป็นคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า “ความคิดของเรา” มีอิทธิพลกับเรามากกว่าคำพูดของใครๆทั้งหมดค่ะ แม้ว่าจะได้รับข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญหรือจากใครมาสักแค่ไหน เราก็ยังเชื่อน้อยกว่าความคิดของเราเอง

หากตำรวจจะจับคนๆหนึ่งดำเนินคดีในฐานะ”ผู้ต้องหา” ตำรวจก็ต้องมีหลักฐานว่าคนๆนั้นกระทำผิดจริง หาไม่แล้ว อย่างมากที่สุดคนๆนั้นก็เป็นเพียง”ผู้ต้องสงสัย”

ถ้าเทียบกับกรณีนี้ หมอได้ทำการค้นหาหลักฐานแล้ว แต่ก็ไม่พบ ไม่มีโรคที่เข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัย แต่คนไข้พยายามที่จะยืนยันว่า มีผู้ต้องหาบางคนที่หมอจับไม่ได้

ซึ่งหากหมอวินิจฉัยโรคด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่รู้สิ รู้สึกว่าคุณเป็น/ไม่เป็นอะไรนะ” การแพทย์ก็คงไม่เป็นวิทยาศาสตร์อีกต่อไป

จากตรงนี้จะเห็นว่า แม้ความคิดของเราจะปราศจากเหตุผลสนับสนุนใดๆ แต่เราก็เชื่อได้ทันทีโดยไม่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือ แค่เพียงเพราะมันเป็นความคิด“ของเรา”

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการตื่นตูมตาม”ข่าวลือ”ที่ไม่เป็นจริง เพียงแต่ในกรณีนี้ เราเป็นคนสร้างข่าวลือขึ้นมาเอง เราหวาดกลัวผู้ต้องสงสัย ที่แม้แต่นักสืบมืออาชีพอย่างหมอได้ปล่อยตัวไปนานแล้ว

แล้วเราจะจัดการกับ”ข่าวลือ”นี้อย่างไรดี?

การพยายามไม่คิดหรือปลอบใจตัวเองว่าไม่มีอะไร มักจะไม่ค่อยได้ผล คนไข้ก็ล้วนเคยข่มใจแบบนี้กันมาแล้วทั้งนั้น เหตุเพราะลึกๆแล้วคนไข้เชื่อว่าเป็น แต่อีกใจก็กลัวว่าที่เชื่อจะเป็นจริงและอยากให้หมอบอกว่าไม่ได้เป็น แต่พอหมอบอกว่าไม่เป็นก็ไม่เชื่อ (… ทำให้หมอที่ตรวจก็อาจจะงงๆเหมือนกันค่ะว่าควรทำยังไงดี)

ดังนั้นเมื่อ”ความคิดว่าจะเป็นโรคร้าย”เกิดขึ้น และเราก็ทำท่าจะกลัวอีกแล้ว

ลองตั้งสติ แล้วตั้งคำถามกลับดูนะคะ ว่าตามที่ไปหาหมอ หมอได้อธิบายว่าอย่างไร – โรคนั้นมีสาเหตุจากอะไร มีอาการยังไง เรามีอาการอะไรที่เหมือนบ้าง มีอะไรที่ไม่เหมือนบ้าง

แล้วคุณจะเห็นว่า ความคิดนั้น ตอบคุณด้วย“เหตุผล”ไม่ได้

และ ณ ตอนนี้ คุณมีวิธีคิดใหม่แล้วว่า จะเลือกที่จะเชื่ออะไรเพราะอะไร – ตั้งคำถามให้ชัดเจน ก่อนจะหาคำตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ดังนั้น ความคิดที่ชวนตื่นตูมก็จะไม่สามารถทำให้คุณกังวลได้ง่ายๆอีกต่อไปค่ะ

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ใส่ความเห็น

เหตุผลที่เราควรไปพบจิตแพทย์

วันก่อน มีคนไข้ใหม่รอตรวจกับหมอสองคนค่ะ พยาบาลแจ้งว่ามาด้วยกัน

หากเป็นคู่สามีภรรยา หมอก็จะคุยกับทั้งสองฝ่าย โดยคุยแยกทีละคนในครั้งแรก

มองไปที่โซนนั่งรอ เห็นมีญาติๆมาด้วยหลายคน

ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าควรจะคุยกับสามีหรือภรรยาก่อนดี หมอเลยถามว่า

“ไม่ทราบว่า ใครเป็นคนชวนให้มาหาหมอคะ?” เพราะว่าคนที่เดือดร้อน(กว่า) มักจะเป็นฝ่ายขอ(ร้องแกมบังคับ)ให้อีกคนมา

ปรากฏว่า คุณผู้ชายชี้ไปที่ “คุณพ่อ” ค่ะ! … เป็นคำตอบที่หมอคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

สามีภรรยาคู่นี้มีปากเสียงกัน หลังจากนั้นฝ่ายชายไปบอกพ่อว่า สงสัยจะต้องหย่าซะแล้ว

พ่อจึงแนะนำว่า ช้าก่อน… เราไปปรึกษาหมอกันไหมลูก

หมอประทับใจมากๆๆเลยค่ะ เป็นผู้สูงอายุที่หัวสมัยใหม่จริงๆ คุณลูกและลูกสะใภ้เองก็น่ารักที่ทำตาม

ปัจจุบันนี้คนไทยมีความรู้มากขึ้น เข้าใจว่าจิตแพทย์ไม่ได้รักษาแต่โรคจิต(psychotic disorder)เท่านั้น หากนอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก็ไปหาได้ แต่หลายคนก็ยังคงสงสัยว่า แล้วฉันต้องมีอาการ”แค่ไหน”กันล่ะ? ต้องป่วยหนักแค่ไหนจึงจะไปพบจิตแพทย์

เราจะจัดว่าอาการนั้นๆเป็นภาวะที่ผิดปกติหรือเป็นโรค ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์การวินิจฉัย ซึ่งข้อหนึ่งก็คือ

“อาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้ มีความสำคัญทางการแพทย์ โดยปรากฏข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

1. รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างมากเกินกว่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

2. กิจกรรมด้านสังคม หรือการงาน(การศึกษา) บกพร่องลงอย่างสำคัญ”

ฟังดูค่อนข้างรุนแรงนะคะ แต่ในความเป็นจริง หมอเจอคนที่ไม่ได้”ป่วย” มาขอคำปรึกษาไม่น้อยเลยค่ะ

ในความเห็นของหมอนั้น

- หากคุณมีอาการ และอาการนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อน

หรือ

- หากคุณมีปัญหาที่คิดไม่ตก มีเรื่องค้างคาใจ มีคำถามที่หาคำตอบเองไม่ได้

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ ที่คุณจะไปพบจิตแพทย์

ขอขยายความเพิ่มเติมดังนี้นะคะ

1. อาการ :

สำหรับทางด้านจิตใจนั้น อาการก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมเป็นหลักค่ะ เนื่องจากอารมณ์กับความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันมีอยู่จริง บางครั้งเมื่อมีปัญหาด้านนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมและร่างกายก็จะเป็นตัวสะท้อนสภาวะของจิตใจค่ะ เพราะทั้งสามอย่างนี้มีความเชื่อมโยงกัน

- ทางอารมณ์ : แน่นอนว่าทุกคนเคยเศร้า กังวล หงุดหงิด คนที่ร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งถ้าเป็นไปตามสถานการณ์ คือเข้าใจได้ว่าใครก็เจอก็คงรู้สึกประมาณนี้ ในระยะเวลาประมาณนี้ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงค่ะ

แต่หากว่าอารมณ์นั้น เป็น”หนัก” และ/หรือ คงอยู่”นาน” กว่าที่น่าจะเป็น ก็น่าพิจารณาค่ะ

- ทางความคิด : ไม่ว่าจะในแง่กระแสความคิด เช่น สมาธิไม่ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก , คิดวกวนเรื่องเดิมๆ สลัดไม่หลุด , มีความคิดที่เราก็ไม่ได้อยากจะคิด ผุดขึ้นมาในหัวอยู่เรื่อยๆ , คิดเร็วและคิดหลายเรื่อง(จนพูดไม่หยุด) , คิดฟุ้งซ่าน(จนนอนไม่หลับ)  เป็นต้น

หรือเนื้อหาความคิดที่ผิดปกติไป เช่น คิดว่ามีไปไหนๆมีแต่คนมองคนนินทา คิดว่าจะมีคนปองร้ายสะกดรอยตาม คิดว่าคนรักนอกใจแน่นอนทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นกรณีเนื้อหาความคิดแบบนี้ คนไข้มักจะเคยบอกคนอื่นแล้ว แรกๆผู้ฟังอาจจะไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายคนอื่นมักจะบอกว่าไม่จริง คนไข้คิดไปเอง ซึ่งทำให้คนไข้รู้สึกเป็นทุกข์หนักขึ้นอีกที่ไม่มีใครเชื่อค่ะ

- ทางพฤติกรรมหรือร่างกาย : มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เช่น เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร พูดน้อย ไม่สนใจดูแลตัวเองเหมือนแต่ก่อน , ออกไปนอกบ้านตลอด ใช้จ่ายไม่ยั้งคิด , ดื่มเหล้าหนักขึ้น สูบบุหรี่จัดขึ้น , ทำอะไรแปลกๆที่คนทั่วไปไม่ทำ , พูดเร็วและพูดไม่หยุด , ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้ตีลูกง่ายกว่าปกติ เป็นต้น

ส่วนอาการทางร่างกาย ที่หมอเจอบ่อยมากๆก็คือ คนไข้มีอาการทางกายที่ตรวจแล้วไม่พบโรคอะไร หมอก็บอกว่าปกติดีทุกอย่าง เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอกหายใจไม่อิ่ม ปวดหัวเรื้อรัง ปวดตามร่างกาย

(แอบกระซิบตรงนี้ว่าเคสส่วนมากจะเป็นโรคแพนิคหรือไม่ก็เป็นอาการที่เป็นผลจากอารมณ์ค่ะ)เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้แก้ตรงจุดที่ต้นเหตุ อาการก็จะไม่หายไป และคนไข้ก็จะกังวลที่อาการยังคงอยู่ แถมกลัวติดยาที่ได้มาจากหมอที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์อีก

2. เดือดร้อน : อาการดังกล่าวข้างต้นส่ง“ผลกระทบ”ค่ะ ซึ่งสะท้อนว่าอาการต่างๆนั้นต้องหนักพอสมควร และ/หรือ เป็นมานานระยะหนึ่ง อาจจะเป็นในด้านการเรียน/การทำงาน , ความสัมพันธ์ – คนรัก ครอบครัว เพื่อน , คุณภาพชีวิต ความรู้สึกสบายใจ อยู่ดีมีสุข

ซึ่งตรงนี้ หมอให้น้ำหนักทั้งในมุมมองของเจ้าตัว และคนใกล้ชิดนะคะ เพราะว่าบางเรื่องเจ้าตัวเดือดร้อนแต่สามารถเก็บไว้ในใจคนเดียวได้ ส่วนบางเรื่องคนอื่นเดือดร้อนในขณะที่เจ้าตัวไม่ค่อยรู้สึกอะไร

แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีผลกระทบทั้งตัวเราและคนใกล้ชิดค่ะ เพราะเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

- ตนเอง : ตัวคุณเองรู้สึกว่าคุณไม่มีความสุขเท่าที่ควร เพราะอาการต่างๆข้างต้นรบกวน คำพูดที่คนไข้มักจะพูดเมื่อมาพบหมอก็คือ “ไม่อยากเป็นแบบนี้” , “แบบนี้มันไม่ปกติแล้วล่ะ”

- ผู้อื่น : คนใกล้ชิดทัก คนรอบตัวตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นลบ แม้ว่าตัวคุณอาจจะไม่รู้สึกก็ตาม เพราะเราไม่สามารถเห็นตัวเองได้100%

3. ปัญหา

บางครั้งเราก็ไม่ได้มีเรื่องเครียดรุนแรง หรือมีอาการที่ชัดเจนจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างข้างต้น

แต่ มีอาการเล็กๆน้อยๆที่รบกวนพอรำคาญ เช่น นอนหลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆ

บางคนรู้ตัวว่าเกี่ยวข้องกับอะไรแต่ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี ส่วนบางคนก็ไม่รู้

โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็หนีไม่พ้นเรื่องการเรียน / การงาน / ความสัมพันธ์ – เพื่อน ครอบครัว คนรัก

หมอก็จะช่วยให้คนไข้ได้พิจารณาดูค่ะว่า มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทางเลือกมีอะไรบ้าง อะไรที่ควรและไม่ควรปฏิบัติ เมื่อเห็นภาพสถานการณ์ชัดเจนขึ้น รู้สึกสับสนน้อยลง คนไข้ก็จะได้ตัดสินใจเลือกได้อย่างดีที่สุดค่ะ

ตัวอย่างเคสที่ไม่ได้ป่วยแต่มาหาหมอ ก็เช่น คนที่จะแต่งงานแต่เกิดความลังเล , คนที่เพิ่งเลิกกับแฟน2วัน ต้องการให้หมอช่วยประเมินว่า อาการแบบนี้ถือว่ายังปกติ(สำหรับคนอกหัก)อยู่หรือเปล่า ถ้าไม่ เขาจะได้รีบรักษา เพราะการรักษาเร็วย่อมง่ายและได้ผลดีกว่ารักษาเมื่อสาย , คนที่มีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน , คนที่ไม่ชอบงานที่ตัวเองทำ/คณะที่ตัวเองเรียนเพราะไม่ได้เลือกเอง ฯลฯ รวมถึง คนที่มีปัญหากับคู่ครอง ดังตัวอย่างแรกสุดที่พ่อฝ่ายสามีเป็นคนแนะนำให้มาพบหมอค่ะ

หลายคนติดกับความคิด(ผิดๆ)ของคนอื่นที่ว่า “พบจิตแพทย์ = เป็นบ้า” เลยไม่มาหรือลังเลอยู่นานกว่าจะมา ตรงนี้หมอคิดว่าเราไม่ควรให้ความสนใจกับ “ความคิดเห็น” ของผู้อื่นมากเกินไปค่ะ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนทุกคนจะมี “ความรู้และทัศนคติที่ถูกต้อง” เกี่ยวกับเรื่องทางการแพทย์ จริงไหมคะ?  ทุกวันนี้ยังมีคนไม่กล้าเข้าใกล้คนที่มีเชื้อHIVอยู่เลย ทั้งๆที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางลมหายใจหรือผิวหนัง

ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงมีเพียงว่า หากเรารู้ตัวว่ามีอาการบางอย่าง มีปัญหาบางเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขด้วยตัวเองได้ เราก็หาหมอที่เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ แขนหักก็หาหมอกระดูก ท้องผูกก็หาหมอทางเดินอาหาร ถ้าอาการเป็นด้านอารมณ์-ความคิด-พฤติกรรม ก็หาจิตแพทย์ เท่านั้นเองค่ะ

ในฐานะจิตแพทย์ทั่วไปที่ดูคนไข้ผู้ใหญ่เป็นหลัก หมอเจอคนไข้หลากหลายตั้งแต่เด็กวัยรุ่นยันคุณตาคุณยาย ประเด็นปัญหา(เนื้อเรื่อง)ของคนแต่ละวัยก็จะแตกต่างกันออกไปตามอายุ

แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ต้องเจอปัญหา ต้องเคยเจ็บป่วย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะปรับตัวและปรับใจอย่างไร ถ้าหากเราไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ก็อย่าเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้คนเดียว ควรพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ก็ได้ค่ะ

หมอขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยบทสัมภาษณ์นักแสดงรูปหล่อคนหนึ่งที่เรารู้จักกันดีค่ะ

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000057566

หมายเหตุ – ในผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากเท่าไหร่ โอกาสที่สาเหตุของอาการจะเกิดจากโรคทางจิตเวชนั้นก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นโรคทางสมองหรือโรคทางกายที่มีอาการทางด้านอารมณ์-ความคิด-พฤติกรรม มากกว่า เช่น สมองเสื่อม(dementia) โรคหลอดเลือดสมอง(stroke) โรคพาร์คินสัน(Parkinson’s disease) ภาวะสับสน(delirium) เป็นต้น ซึ่งจิตแพทย์ก็มักจะมีส่วนช่วยให้การดูแลรักษาร่วมกันกับหมออายุรกรรมค่ะ

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ใส่ความเห็น

เด็กไม่พูด – คำถามจากคุณครูผู้น่ารัก

คำถามจากคุณครูผู้น่ารัก

นักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นป.5 ไม่ยอมพูดกับครูและเพื่อนได้แต่พยักหน้าหรือส่ายหน้าอย่างเดียว เป็นอย่างนี้มานานแล้วจากการสัมภาษณ์ครูระดับชั้นที่ผ่านมา เด็กจะฟังรู้เรื่อง เข้าใจในสิ่งที่ฟัง หรือถ้าเพื่อนถามก็จะพูดเบาๆส่วนใหญ่จะไม่พูด ครอบครัวอบอุ่น อยู่บ้านจะคุยกับแม่คนเดียว และคุยกับเพื่อนข้างบ้านจะไม่คุยกับพ่อ(สัมภาษณ์แม่) อยากหาแนวทางช่วยแก้ปัญหาให้เด็กเนื่องจากเป็นมานานแล้วถ้ายังไม่หาทางแก้ ปัญหาเมื่อเด็กจบป.6 จะไปเรียนต่อที่อื่นอาจเป็นปัญหาใหญ่กับเด็ก

คำตอบ

ถ้าฟังจากอาการอาจจะเป็นภาวะที่ทางการแพทย์เรียกว่า selective mutism ซึ่งจะมีอาการเลือกพูดเฉพาะบางคน บางสถานการณ์ ส่วนใหญ่จะพูดกับคนที่ใกล้ชิด ไม่ยอมพูดกับคนที่ไม่คุ้นเคย เช่น พูดกับคนในบ้าน ไม่ยอมคุยกับคนนอกบ้าน อาการเหล่านี้เกิดจากความวิตกกังวลภายในจิตใจของเด็ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องประเมินร่วมด้วยว่าเด็กมีพัฒนาการทางภาษาปกติ เช่น ไม่มีอาการพูดไม่ชัด เรียงประโยคได้ไม่คล่อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายไม่กล้าพูด

วิธีการช่วยเหลือเมื่อเด็กมีภาวะ selective mutism คือเริ่มจากการช่วยให้เขาสื่อสารกับคนแปลกหน้ามากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสารด้วยภาษา แต่ใช้ท่าทางหรือวิธีการอื่นก็ถือว่าใช้ได้ ถ้าเด็กเริ่มใช้ภาษาในการสื่อสารก็ชื่นชม แสดงการยอมรับเด็กทั้งตอนที่ใช้และไม่ใช้ภาษา ไม่ตำหนิหรือกดดันให้ต้องพูดเพราะเด็กจะยิ่งไม่พูด ควรหาเพื่อนที่เข้ากับเด็กได้เป็น buddy พาเด็กเข้าร่วมกิจกรรมสังคม หรือ เพิ่มจากพาไปสื่อสารกับเด็กๆ คนอื่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตามอยากแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจประเมินอย่างละเอียดนะคะ เนื่องจากเด็กอาจมีโรคในกลุ่มวิตกกังวลอย่างอื่นที่ต้องการรักษาเพิ่มเติม ร่วมด้วยก็เป้นไปได้ค่ะ

ต้องขอชื่นชมคุณมากเลยนะคะที่สังเกตเด็ก และ อยากหาทางช่วยเหลือเขาก่อนที่เขาจะโตมากกว่านี้

พญ. นิดา ลิ้มสุวรรณ รพ.รามาธิบดี

ที่มา ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/board/viewtopic.php?f=20&t=2523

ใส่ความเห็น

โรคดึงผมตัวเอง

ถาม
อยากเรียนถามคุณหมอ เนื่องจากว่าดิฉันชอบดึงผมตัวเองจนหัวล้านดึงมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่อายุ13 จนตอนนี้จะ23 ปีแล้ว

เลิกไม่ได้สักที เคยหยุดได้สักพักแต่ก็กลับมาดึงไหม่ พอเริ่มยาวก็จะดึง จนผมหายไปหมด เคยโกนผมหลายครั้งมากแต่ก็ไม่ช่วยให้เลิกดึงได้
จะดึงช่วงตอนจะนอน จะคิดอะไรไปเรื่อย ๆ แล้วก็ดึงไปด้วยบางคืนถึงขั้นนอนไม่หลับดึงจนแหว่งไปหมด
ดึงในช่วงตอนอ่านหนังสือ และก็ตอนดูทีวี พยายามห้ามใจตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่สักพักก็จะดึงต่อ หลายครั้งมากพอดึงไปแล้ว
แล้วกลับ มามองตัวเองในกระจก คิดว่าตัวเองทำอะไรไป ทำให้เครียดมาก เหมือนมันยิ่งเครียดก็ยิ่งดึง ยิ่งกังวลเรื่องว่ากลัวจะหัวล้านก็จะยิ่งดึง
ตอนนี้ดิฉันก็ยังเป็นอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี รู้สึกเครียดมาก บางทีรู้สึกหมดกำลังใจจนไม่อยากจะทำอะไรเลย
เคยร้องไห้เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวเอง กลัวจนบางครั้งไม่อยากไปเจอหน้าพ่อแม่และคนรอบข้างเพราะเขาคอยเตือนอยู่ตลอดเวลาว่าให้เลิก แต่ก็เลิกไม่ได้ เคยคิดอยากเข้าไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษา แต่ดิฉันก็คิดว่ามันอยู่ที่ตัวดิฉันเอง ต้องพยายามห้ามใจตัวเองให้ได้ แต่ดิฉันไม่เคยทำได้สักที
อยากได้รับคำแนะนำดี ๆ จากคุณหมอว่าดิฉันควรจะทำอย่างไรดีให้อาการดึงผมมันทุเลาลงได้
ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ
———-
ตอบ
ภาวะที่คุณเล่ามาเกี่ยวกับอาการดึงผมตัวเอง ทางการแพทย์มีชื่อเรียกว่า Trichotillomania พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ อาการจะมีมากขึ้นตอนที่เครียดหรือวิตกกังวลอย่างที่คุณเล่ามาจริงๆ ค่ะ
สำหรับการรักษาเบื้องต้น อยากแนะนำให้คุณสังเกตว่าอาการจะเป็นมาที่สถานที่ใด เวลาไหน มีอะไรเป็นตัวประตุ้น ถ้าพอรู้แล้วอยากแนะนำให้คุณปรับพฤติกรรมดังต่อไปนี้ค่ะ เมื่อไปอยู่ในสถานการณ์หรือสถานที่ที่อาการจะมีมาก อาจหาหมวกมาใส่ป้องกันไม่ไห้ตัวเองดึงผม หรือ ใส่ถุงมือเพื่อกันไม่ให้ดึงผม บางคนก็หาครีมอะไรมาทาที่นิ้วไว้ค่ะ จะได้รู้สึกแปลกแล้ว ไม่ไปดึงผม แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องใช้ความสม่ำเสมอทำทุกวัน ทุกครั้งที่ไปอยู่ในสถานการณ์นั้น และที่สำคัญคือเต็มใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองแต่อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า คุณควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียดนะคะ เพราะบางคนมีโรคอื่นร่วมด้วยกับโรคนี้ เช่น โรคซึมเศร้า หรือ โรคในกลุ่มวิตกกังวล
พญ. นิดา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
ที่มา ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/board/viewtopic.php?f=20&t=2463
ใส่ความเห็น

พ่อแม่รังแกฉัน

พ่อแม่รังแกฉัน 

โดย 

พระยาอุปกิตศิลปสาร

พ่อแม่รังแกฉัน

มีซินแสแก่เฒ่าได้เล่าไข

ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่น                                   ไรมีข้อใหญ่นั้นก็เป็นเช่นละคร

แต่ข้อหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์                          มุ่งจำนงในข้างเป็นทางสอน

ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร                         เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน

เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน                        มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ

การขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน                      มีสวดฉันท์เรียกว่าสวดมาไลย์

เค้าก็คือท่านหวังจะสั่งสอน                             แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย

มีเฮฮาพาสนุกเครื่องปลุกใจ                           สมกับได้มีงานการมงคล

ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน                  มีโรงสอนธรรมทานการกุศล

เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน             ในตำบลอัตคัตไกลวัดวา

เรียกศาลาโรงธรรมประจำบ้าน                       เหมือนสถานที่ฝึกทางศึกษา

บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา                           เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ

ฝ่ายจีนเขาได้มีอย่างที่ว่า                                เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย

ย่อมดูดดื่มซึมซาบปลาบปลื้มใจ                    เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง

งิ้วเรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่                      ได้ไปดูจำไว้ได้ทุกสิ่ง

เกาะในจิตติดแน่นแม้นกับปลิง                      เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา

 

ตามเรื่องนั้นว่ามีเศรษฐีหนึ่ง                           เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา

มีทรัพย์สินเหลือล้นคณนา                             มีบ้างช่องแน่นหนาด้วยข้าไท

ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก                                แกฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย

บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ                หวังจะให้สืบวงศ์ดำรงไป

มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน                   กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พรากได้

อุตส่าห์จ้างครูบามาแต่ไกล                         ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ

ฝ่ายลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต                 มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ

อยากได้เพื่อนพูดจาและหารือ                    พ่อก็อือออตามด้วยความรัก

เกณฑ์พวกเด็กในบ้านให้อ่านด้วย              ก็เพื่อช่วยชวนใจให้สมัคร

ครั้นมีเพื่อนเรียนล้อมอยู่พร้อมพรัก           กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน

ครูก็ดีจี้ไชมิได้หยุด                                       แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน

หวังให้กลัวอาญาตั้งหน้าเพียร                   แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน

คือบุตรท่านเศรษฐีหนีไปหา                        พ่อฟ้องว่า ครูนี้แกตีฉัน

ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน                  ต้องเป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา

อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก                     แต่ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา

ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา                          คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้พิไร

แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ                มักทะเลาะเลิกเรียนต้องเปลี่ยนใหม่

พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป                        ถึงจะให้เงินมากไม่อยากเอา

บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม                             ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่เง่า

เที่ยวจ้างครูอยู่ห่างต่างลำเนา                  ค่าจ้างเท่าไรนั้นไม่พรั่นกลัว

แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก                               ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว

เผอิญมาปะครูที่รู้ตัว                                  แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม

ศิษย์จะรู้เท่าไรไม่ธุระ                                 ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม

ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม                        สอนให้ตามแต่รักสมัครเรียน

ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด                              ถึงจะจืดจางการเรื่องอ่านเขียน

ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน                   อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้วิชา

ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก                      บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า

ใช้เงินทองกอบกำไม่นำพา                     อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์

ทรัพย์สมบัติมรดกตกแก่ลูก                   ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล

มีเพื่อนมาฮาฮือนับถือตน                        เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง

เอาอะไรได้ทุกอย่างช่างสะดวก             จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง

ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง                        ดูเหมือนชิงกันมาคราต้องการ

ไม่ช้านักทรัพย์ลดหมดสะดวก                จะหยิบหมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน

ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน          วิ่งเข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา

เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก    ที่มีมากคือสหายพวกนายหน้า

บ้านของท่านขายเท่าไรให้ราคา               ผมช่วยค้าขายให้ด้วยไมตรี

เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง          พอเงินทองหมดเรียบก็เงียบจี๋

ต่อนี้ไปใครเยือนคือเพื่อนดี                       ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่โง่ระยำ

บุตรเศรษฐีเป็นมาถึงครานี้                         ไม่เห็นมีมิตรสหายมากรายกล้ำ

ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ                   จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น

ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า           ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ

พักสถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น                     ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา

คิดถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก                       สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา

ตามใจลูกเหลือล้นคณนา                         ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ

คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า                       บางคนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย

บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร                                 ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็อออือ

จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้                     พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ

สิ่งใดพาเสียคนกลับปรนปรือ                  ร้องไห้ฮือบ่นว่าเหมือนบ้าบอ

วันหนึ่งไปถึงถิ่นบ้านซินแส                      ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ

ร้องขอทานทันทีไม่รีรอ                             ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร

ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่าหลอก          เฮ้ย. เจ้าวอกเอ็งอย่ามาไถล

หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร                    หรือเข้าใจว่ากูไม่รู้ที

ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ                              อย่างมึงน่ะบอกเพศเป็นเศรษฐี

รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี                     ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไรกัน

ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง                      ตอบเสียงดัง “พ่อแม่รังแกฉัน! ”

ร้องไห้โฮซบหน้าพลางจาบัลย์              คนบ้านนั้นต่างพากันมาดู

ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน                   เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู

ฉันทำผิดคิดระยำกลับค้ำชู                    จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร

ท่านทายฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี                 ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่

ซึ่งยังรู้กอบการงานใด ๆ                       เลี้ยงชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน

โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ                โปรดจุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร

เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน          จักเป็นการบุญล้นมีผลงาม

ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน          แกจึงเอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม

ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ                      จึงเห็นตามพ่อแม่รังแกตรง

เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ           หรือว่าพอทนดอกบอกประสงค์

โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง           ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี

อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด                  ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี

ท่านหมอฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี                เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน

ข้าไม่อยากรังแกเช่นแม่พ่อ                   ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน

แม้เจ้าขอสิ่งใดข้าให้ปัน                         ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก

เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก                           เจ้าจะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่

ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล                   โอ๊ย! ผมแย่ถูกล่อลงบ่อตม

เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย                นี่กลับเย้ยยกคำทิ่มตำผม

จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม                          ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ

หมอขยับจับบ่าช้าซีเจ้า                         คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส

พ่อแม่รักลูกผิดชนิดไร                          เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย

เวลานั้นตัวเจ้ายังเยาว์อยู่                     จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย

เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย                      จงขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน

ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้                    ต้องตามใจแต่ข้าจะว่าขาน

ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน                  จักไม่ต้องขอทานเขาต่อไป

ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ                        ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย

ไม่ว่ามีกิจการสถานใด                           แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ

แกปรานีจี้ไชด้วยใจรัก                           จนรู้จักค้าขายหลายสถาน

อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน                   ก็พ้นการทุรพลเป็นคนแคลน

ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก                   สู้ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน

แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน             เลยเข้าแดนทุกข์ถมระทมกาย

ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท                     บุตรอุบาทว์มิได้รักสมัครหมาย

เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย                พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ

ยังมิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก                       หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้

แต่ชาวเราเนาเขตประเทศไทย              คงจะไม่พบปะขอประกัน

เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว            เหมือนดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์

บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน                      พระคุณธรรม์ข้อนี้ไม่มีเทียม

ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ                พระจอมภพภูบดินทร์พระปิ่นเสียม

พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม             ทุกอย่างเยี่ยมยิ่งคุณวิบุลเอย

พ่อแม่รังแกฉัน 2

การเลี้ยงดูเด็กอย่างไรจึงจะถือว่าตามใจมากเกินไป ?

ถ้าสงสัยว่าเราตามใจลูกมากไปรึเปล่า ให้พิจารณาว่าในการอบรมเลี้ยงดูลูกของเรานั้นมีการกำหนดขอบเขต กฎเกณฑ์หรือไม่ มากน้อยเหมาะสมเพียงใด เพราะการเลี้ยงดูที่ตามใจมากเกินไป คือ การเลี้ยงดูที่ขาดขอบเขต เด็กไม่เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรคือเหมาะสม อะไรคือไม่เหมาะสม เช่นตัวอย่างในเรื่องนี้จะเห็นว่า ขอบเขตที่ถูกละเมิดอย่างชัดเจน คือ เรื่องการเรียนหนังสือของลูก ซึ่งพ่อแม่ปล่อยให้ลูกสามารถต่อรองไม่สิ้นสุดจนท้ายที่สุดไม่ได้เรียน หนังสืออย่างที่ควรจะเป็น

ขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมคืออะไร แค่ไหนจึงเรียกว่าเหมาะสม ?

หลายคนอาจสงสัยเพิ่มเติมอีกว่าแล้ว ขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมคืออะไร แค่ไหนจึงเรียกว่าเหมาะสม อยากจะเริ่มจากสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก่อน ถ้ามีการละเมิดข้อกำหนดเหล่านี้เมื่อไร ถือว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือทันที

1. ทำร้ายผู้อื่น หรือ ทำร้ายตนเอง 

บางครั้งเมื่อเด็กมีอารมณ์อาจทำร้ายคนอื่น เช่น ทุบตีชกต่อยพ่อแม่ บางคนอาจทำร้ายตัวเอง เช่น โขกหัวกับกำแพง กรีดแขนตนเอง แม้บางครั้งเขาอาจทำเพราะความโกรธไม่พอใจ เราควรยอมรับว่าความโกรธ ความไม่พอใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่จะมาแสดงออกด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับ

2. ทำร้ายสัตว์

สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตสามารถรู้สึกเจ็บปวด ทุกข์ร้อนได้ ถ้าเรายอมให้ลูกของเราสร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานให้กับสัตว์ ก็เท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราอนุญาตให้เขาทำร้ายผู้อื่นและตนเองได้ ในอนาคต การที่เราสอนเขาในเรื่องนี้เป็นจุดตั้งต้นของการที่ทำให้เขาเข้าใจและรับรู้ ถึงความรู้สึกของคนอื่น

3. ทำลายข้าวของ ทรัพย์สิน

เมื่ออารมณ์เป็นใหญ่เด็กบางคนก็เลือกวิธีการนี้มาใช้ระบายอารมณ์ เช่น ทุบTV ขว้างจานชาม ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมในการระบายอารมณ์เช่นเดียวกัน

ถ้าพบพฤติกรรมทั้ง 3 ข้อนี้ผู้ปกครองควรเข้าไปหยุดพฤติกรรมดังกล่าวทันที อย่ายอมให้ทำต่อไป หาที่ให้เด็กสงบสติอารมณ์ เมื่ออารมณ์เย็นลงแล้วต้องพูดคุยด้วยท่าทีจริงจังว่า โมโหได้ โกรธได้ แต่จะทำพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ และ ควรให้เขาได้รับผลของการกระทำของตนเอง เช่น หักเงินค่าขนมตามราคาของสิ่งของที่ทำเสียหาย เข้าไปขอโทษและแสดงการรับผิดเมื่อทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ

นอกจากนี้ยังมีกฎเกณฑ์และขอบเขตอื่นๆ ที่ควรปลูกฝังและกำหนดให้ลูกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จนกฎเกณฑ์และขอบเขตเหล่านี้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยหรือบุคลิกภาพ ของเด็กในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากบุคลิกนิสัย ค่านิยม ทัศนคติของผู้ปกครองนั่นเอง เช่น

  • ทำการบ้านให้เสร็จก่อน จึงจะมีสิทธิเล่น
  • กินอาหารเสร็จแล้ว ต้องเก็บจานชามที่ใช้เข้าที่ให้เรียบร้อย
  • เข้านอนให้เป็นเวลา เช่น ไม่เกิน 2 ทุ่ม (สำหรับเด็กเล็ก)
  • เจอผู้ใหญ่ ต้องยกมือไหว้
  • ตื่นแล้ว ต้องพับผ้าห่มและเก็บที่นอนให้เรียบร้อย
  • เกมเล่นได้ แต่ไม่เกิน 1 ชม.

กำหนดกฎเกณฑ์สำคัญ แต่ดูแลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้สำคัญกว่า

สิ่งที่ยากอาจไม่ใช่การตั้งกฎเกณฑ์ แต่เป็นการบังคับใช้ให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ ซึ่งต้องการความสม่ำเสมอ ความอดทน การจูงใจให้ทำ และที่สำคัญคือระยะเวลานานเพียงพอที่จะให้สิ่งเหล่านี้กลายไปเป็นส่วนหนึ่ง ของบุคลิกนิสัยของลูกในที่สุด

บทความโดย พญ. นิดา ลิ้มสุวรรณ หน่วยจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ใส่ความเห็น

เป้าหมายชีวิต

หนูนกเริ่มต้นพูดด้วยการระบายความอัดอั้นว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเอง อยากทำทุกอย่างที่ทุกคนในครอบครัวอยากให้ทำ รู้ว่าสิ่งที่ทุกคนบอกเป็นความหวังดี เป็นสิ่งที่ควรจะทำและน่าจะดีกับตัวนกเอง แต่ก็รู้สึกเหมือนถูกกดดัน เมื่อพบว่าทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง นกเรียนในมหาวิทยาลัย พยายามตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ช่วยทำงานให้กับครอบครัวอย่างที่ทุกคนอยากให้ทำ วันหนึ่งนกนั่งนิ่งอยากลงมือทำงานอย่างที่เคยทำ แต่ในสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรก่อนดี เหมือนตัวเองแปลกแยกออกจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ในความว่างเปล่ามีความรู้สึกเหมือนอะไรหนักๆกดทับบนตัว ในตอนนั้นนกรู้สึกกลัวจับใจ จนเวลาผ่านไปพักหนึ่งนกเริ่มรับรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน กำลังจะทำอะไร แต่หลังจากวันนั้นนกไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในใจมีความคิดกลับไปกลับมาระหว่างสิ่งที่ทุกคนบอกว่านกควรทำ กับสิ่งที่ตนเองรู้ว่าตนเองทำได้ไม่ดี อยากทำให้ดีอย่างที่ทุกคนอยากให้ทำแต่จะทำอย่างไรถึงจะดี

นกคงเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของคนที่สับสนว่าตนเองกำลังก้าวเดินไปทิศไหนดี และจะเดินอย่างมั่นคงไปสู่สิ่งที่หวังได้อย่างไร ความรู้สึกอย่างนี้เริ่มเกิดขึ้นกับคนเราเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเรื่องชีวิต วัยที่มีความฝันถึงอนาคต แม้อนาคตจะยังอยู่ไกลแต่ก็มีความสุขกับฝันของตนเอง การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นทั้งพลังในใจที่ทำให้หลายคนมุ่งมั่นกับวันนี้เพื่อรอเวลาที่จะถึงจุดหมายที่ตั้งใจ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนและมองดูตัวเราเองว่าจากความฝันจะ เป็นความจริงได้อย่างไร และเป็นเข็มทิศนำทางให้กับการเดินทางของชีวิต

ในช่วงต้นของวัยที่เริ่มมีความฝัน ความฝันอาจเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านและพบว่าความฝันที่เคยตั้งใจไม่มีพลังพอ สำหรับเราและมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่เป้าหมายของชีวิตเดิม เรื่องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ควรผ่านช่วงเวลาที่เราได้อยุ่กับความตั้งใจระยะเวลาหนึ่งจนค้นพบบางอย่าง ที่เปลี่ยนไปและอยากเปลี่ยนเป้าหมายไปด้วย ไม่ใช่เกิดเพราะไม่มีหลักจะยึด เป้าหมายเปลี่ยนไปรายวันตามอารมณ์ ขาดความมุ่งมั่นจริงจังกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

ในวัยที่เริ่มตั้งเป้าหมายให้ตนเอง ที่มาของเป้าหมายในชีวิตมาทั้งส่วนที่เป็นความสนใจ ความใฝ่ฝันภายในใจของตัวเราเอง ซึ่งมีอิทธิพลมาจากสิ่งรอบข้าง ทั้งความคาดหมายของครอบครัว แบบอย่างที่เห็นในครอบครัวในสังคมที่ทำให้อยากจะเป็นอย่างคนที่เป็นฮีโรในใจ แต่ในที่สุดเป้าหมายควรจะเกิดจากการตัดสินใจของตัวเราเองว่าเราอยากเห็นตนเองเป็นอย่างไรในอนาคต อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนบางคนมีผลต่อการตั้งเป้าหมายของเราโดยเฉพาะคนในครอบครัว แต่มีเส้นแบ่งพื้นที่ระหว่างความต้องการของคนที่เรารักที่อยากจะให้เราเป็น กับความเป็นไปได้จริงและความรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่เราอยากผลักตัวเองไป ให้ถึงเพื่อตัวเองจริงๆ ไม่ใช่เพื่อคนอื่นเท่านั้น แต่ถ้าคนที่สำคัญอย่างพ่อแม่ชื่นชมกับเป้าหมายของเราด้วย ก็จะเป็นพลังเสริมให้กับพลังใจของตัวเราเองต่อเป้าหมายที่ตั้งใจ ถ้าความคาดหวังหลักมาจากภายนอกตนเอง เป้าหมายเป็นไปเพื่อให้คนอื่นพอใจ ตัวเองไม่รู้สึกยอมรับเต็มร้อยกับเป้าหมาย ความรู้สึกสับสนสงสัยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่มีเรื่องรบกวนให้ไม่สบายใจ จะยิ่งเกิดอาการท้อถอย ไม่อยากต่อสู้พยายามที่จะทำเพื่อเป้าหมายที่ตั้งใจ

พ่อแม่จะแบ่งพื้นที่ความคาดหวังที่ดีกับลูกอย่างไร จึงจะพอดี ไม่กลายเป็นว่าความปารถนาที่ดีไปกดดันให้ลูกทำในสิ่งที่เขาไม่สามารถจะก้าว เดินต่อไป สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ตระหนักอยู่เสมอคือเรารักและปารถนาดี เราทำหน้าที่สนับสนุนให้โอกาสที่ดี ให้ลูกได้มีโอกาสค้นพบตัวเอง เห็นความสามารถ ความสนใจที่ตัวเองมี ใช้ความสามารถก้าวต่อไปจนสร้างเป็นเป้าหมายของตัวเขาเอง มากกว่าคำบอกที่ตามด้วยความรู้สึกว่าพ่อแม่คิดได้ดีกว่า มองอนาคตได้ดีกว่า ถ้าทำตามที่บอกจะดีกับลูกอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งก็น่าจะจริงถ้าทำได้อย่างไม่เกิดอาการสงสัยในตนเอง แต่ถ้าเป้าหมายที่ไม่เกิดขึ้นจากภายในตัว ในที่สุดจะทำให้รู้สึกว่าไม่ใช้สิ่งที่ต้องการแม้จะเป็นเป้าหมายที่ดีก็ตาม อาการแปลกแยกที่เกิดขึ้นกับนกเกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองกับเป้าหมายชีวิต ที่เป็นของตัวเองหายไป เหลือแต่ความไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ทำอย่างที่คนอื่นบอกให้ทำจะยังมีอนาคตที่ดี หรือไม่ แต่สิ่งที่ทุกคนพยายามบอกให้ทำเป็นสิ่งที่นกไม่สามารถทำได้ดี ทุกคนผิดหวังเวลาที่นกทำไม่ได้ แต่นกผิดหวังมากกว่าที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง และขาดความเชื่อมั่นที่จะเดินต่อไปยังจุดหมาย

การกำหนดเป้าหมายให้กับตนเองมีทั้งเป้าระยะสั้นและเป้าระยะยาว เป้าระยะสั้นทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ควรจะต้องทำชัดขึ้น การกำหนดเป้าหมายให้ชีวิตจะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความตั้งใจที่อยากจะทำให้สำเร็จในระยะเวลาที่ต้องการ เมื่อบอกเป้าหมายได้ บอกระยะเวลาที่ต้องการไปให้ถึงได้ สิ่งที่ตามมาคือการวางแผนให้ไปให้ถึง ต้องหันกลับมาประเมินสิ่งที่มีในตัวเอง และสิ่งที่น่าจะพัฒนาเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้

โดย พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

ใส่ความเห็น

ทุกความพยายามอาจไม่นำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จล้วนเกิดจากความพยายาม

• ก่อนยอมแพ้
ขอให้ถามใจตัวเองว่า “หมดน้ำยาแล้วจริงๆหรือ?”
เชื่อเถอะ ส่วนลึกจะตอบว่า “ยัง!”

• ในช่วงเวลาท้อแท้
ตัวคุณจะหนัก
จนหาใครในโลกแข็งแรงพอจะฉุดให้ลุกขึ้นมาไม่ได้
ทางเดียวคือคุณต้องออกแรงลุกขึ้นมาเอง

… … … … … … … …

• ความพยายามของมนุษย์
แม้เทวดาก็ไม่อาจทำนายผลได้ว่า
จะออกหัวออกก้อยอย่างไร

• ความฝืนพยายามที่สูญเปล่า
ต่างกับความเพียรพยายามอย่างฉลาด
ตรงวิธีเห็นข้อผิดพลาด
และความเต็มใจแก้ไขข้อผิดพลาด

… … … … … … … …

• ความล้มเหลวครั้งแรก
คือสัญญาณบอกว่า
คุณเดินเข้ามาใกล้ความสำเร็จครั้งแรกแล้ว

และความล้มเหลว..หลังความสำเร็จครั้งแรก
ก็คือสัญญาณบอกว่า
คุณเดินเข้ามาใกล้…ความสำเร็จครั้งที่สองแล้ว

นั่นเพราะความสำเร็จกับความล้มเหลว
ตั้งอยู่บนทางเดียวกัน
และไม่ห่างจากกันเท่าใดนัก

ความรู้สึกท้อถอย
ทำให้ความล้มเหลวครั้งแรกปรากฏราวกับว่า
เป็นการสูญเสียความหวังครั้งสุดท้าย
และความรู้สึกลวงตานั้น
ก็เหมือนกำแพงบดบัง
ผลักดันให้ผู้คนส่วนใหญ่หันหลังหนีความสำเร็จ
ที่รออยู่แค่เอื้อมข้างหน้า
โดยไม่มีวันรู้ตัวไปทั้งชาติ

… … … … … … … …

• ข้อผิดพลาดหรือความผิดพลั้ง
เป็นสิ่งท้าทายความสามารถให้ตั้งสติทบทวน
เป็นด่านฝึกกำลังกายกำลังใจ
เป็นบทเรียนให้รอบคอบ
และเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกหลายๆอย่าง

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบ
ของคนที่เขาประสบความสำเร็จกัน

จึงกล่าวได้ว่า
ถ้าเกิดความผิดพลาด
แล้วไม่อยากยอมรับ ไม่อยากแก้ไข

ความผิดพลาดนั้น
ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ในความล้มเหลวของชีวิตคุณแล้วครับ

โดย ดังตฤณ
1 ความเห็น

ชอบโกหก – โรคจิตหรือนิสัย

เรียนคุณหมอ

ดิฉันมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเธอชอบโกหกมากค่ะ เธอโกหกแทบจะทุกเรื่อง เหมือนว่าเธอจะไม่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงให้ใครรู้ และระแวงคนรอบข้างตลอดเวลา

ดูภายนอกเธอก็ดูปกติดีนะคะ แต่ถ้าใครสนิทด้วยจะรู้ว่าเธอแปลกๆ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรผิดเธอไม่เคยยอมรับผิดและจะโยนความผิดให้คนอื่นเสมอ

บางครั้งเหมือนเธอหลอกหรือสะกดจิตจนตัวเองก้เชื่อว่าตัวเธอเป็นอย่างที่เธอโกหกจริงๆ

แบบนี้เรียกว่าเป็นโรคทางจิตหรือเปล่าคะ แล้วถ้าเป็นจะมีวิธีรักษาเธอยังไงบ้าง

ขอบคุณค่ะ

———–

สาเหตุ
ลักษณะการพูดโกหกมีได้จากหลายสาเหตุค่ะ เป็นจากโรคทางสมองบางชนิดและ ทางร่างกายบางอย่างได้ หรือ เกิดจากโรคทางจิตเวชบางชนิด เช่น โรคหลงผิด โรคอารมณ์แปรปรวน หรือ เกิดจากปัญหาด้านบุคลิกภาพบางชนิด เป็นต้น

แต่จากลักษณะที่ถามมา น่าจะเป็นปัญหาจากความผิดปกติด้านบุคลิกภาพบางอย่างค่ะ คือ ชอบพูดเท็จจนเป็นนิสัยซึ่งมักพบได้กับคนที่มีบุคลิกภาพที่ชอบสร้างภาพลักษณ์ให้ตนดูดีเสมอ ไม่ชอบให้ตนดูแย่ในสายตาของคนอื่น ไม่ชอบรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หรือ เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ความขี้กลัว ขี้กังวล จนไม่กล้ารับความจริงบางอย่างที่ตนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำลงไป คือ ไม่มั่นใจว่าตนจะมีความสามารถในการจัดการปัญหานั้นได้ร่วมกับคนเหล่านี้อาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่ค่อยมีศีลธรรม จึงทำให้ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องนี้เอาตัวรอด

ถ้าบางคนที่ไม่มีคุณธรรมประจำใจเลย อาจพูดโกหกโดยไม่รู้สึกผิดตะขิดตะขวงใจใดๆเลย ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมโกหกสม่ำเสมอ ด้านหนึ่งเขาจะระแวงใจอยู่เรื่อยๆว่าคนจะจับได้ ทำให้บางทีต้องโกหกต่อเนื่องไปเรื่อยๆเพื่อซ่อนความผิดค่ะ  และบางทีพอ โกหกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนดูดีนั้น บางทีก็ติดภาพความดูดีที่ตนสร้างขึ้นมานั้นไปด้วย ทำให้เกิดอาการหลงเชื่อคำโกหกที่ตนสร้างขึ้นมาว่าเป็นเรื่องจริง

วิธีรักษา
การรักษาเริ่มจากการประเมินก่อนค่ะ ว่าสาเหตุของพฤติกรรมโกหกเกิดจากอะไร เป็นจากความเจ็บป่วย หรือ เป็นจากปัญหาบุคลิกภาพ

เมื่อทราบสาเหตุแล้ว ดำเนินการรักษากันตามสาเหตุค่ะ

1. การรักษาด้วยยา คือ การใช้ยาที่ช่วยรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมนี้

2. การรักษาทางจิตใจ โดยการทำความเข้าใจที่มาในจิตใจก่อน ว่าต้องโกหกบ่อยๆเพราะอะไร ที่ไม่กล้าพูดความจริงเพราะอะไร

- จากนั้นค่อยๆปรับวิธีคิด มุมมอง ที่มองว่า ถ้าพูดความจริงจะเกิดสิ่งไม่ดีบางอย่าง เลยเลือก พูดโกหก ให้เข้าใจใหม่ว่า การพูดความจริง ผลที่ตามมาอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และ ให้เห็นข้อดีที่เกิดจากการพูดความจริง

- ร่วมกับการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าในตนเองของเขา จะทำให้เขาเชื่อในตนเองมากขึ้นว่าเขามีศักยภาพพอที่จะเผชิญกับความจริงนั้นๆ และดูแลตนเองได้ จะช่วยให้เขาเกิดความกล้าเผชิญความจริงได้มากขึ้นค่ะ

ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล รพ.รามาธิบดี

ที่มา ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/board/

ใส่ความเห็น

โรคทางจิตเวช: ไม่ทานยาได้ไหม?

หลังจากที่หมอทำการตรวจสภาพจิตจากการพูดคุยกับคนไข้แล้ว หมอจะบอกเสมอค่ะว่า อาการที่พาให้คนไข้มาหาหมอนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือว่าเป็นโรคอะไร ถ้าเป็นโรคจะมีวิธีรักษาอย่างไร

ซึ่งคำถามที่หมอพบบ่อยๆหลังจากอธิบายทุกอย่างจบก็คือ

มันหนักขนาดนั้น(ต้องทานยา)เลยเหรอ? / ตามความรู้สึกผมนะ ผมว่ามันยังไม่ต้องกินยา / ไม่กินยาได้ไหม?

คำตอบก็คือ มีทั้งที่จำเป็น และไม่จำเป็น ขึ้นกับหลายๆปัจจัย

จำเป็นต้องกินยาด้วยหรือ? เป็นคำถามที่ดีนะคะ มีรายละเอียดที่น่ารู้น่าเข้าใจหลายอย่างเลย

ก่อนอื่น เราควรทราบก่อนว่า การรักษาโรคโดยทั่วๆไป มีวิธีไหนบ้าง

การรักษาโรคมีหลายวิธีค่ะ ได้แก่ การใช้ยา และ การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายแสง เป็นต้น ซึ่งจิตบำบัด ก็คือการรักษาโดยไม่ใช้ยาสำหรับโรคทางจิตเวช

จะเลือกวิธีไหนก็ขึ้นกับ สภาพของตัวคนไข้ – โรคที่เป็น (ธรรมชาติของโรค ระยะ ความรุนแรงของอาการ) – และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ หากอาการไม่มาก ก็เพียงทานยา แต่หากทานยามากและนานแล้วก็ยังคุมอาการได้ไม่ดี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นรักษาด้วยการกลืนแร่แทน หรือถ้ามากจริงๆก็ต้องผ่าตัด

แต่ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ก็มีวิธีเดียวคือการผ่าตัดแน่นอน

epidem

ส่วนผลการรักษา ก็ขึ้นกับ สภาพของตัวคนไข้ – โรคที่เป็น (ธรรมชาติของโรค ระยะ ความรุนแรงของอาการ) – และปัจจัยแวดล้อม เช่นกัน

แผนภาพตัวอย่างนี้ พูดถึงโรคติดเชื้อ (Host=ตัวคนไข้ , Agent=เชื้อโรค, Environment=สภาพแวดล้อม/องค์ประกอบอื่นๆ) คนไข้ที่อายุ 18ปีที่แข็งแรงดี กับ 80ปีที่มีโรคประจำตัวเพียบ – เชื้อที่มีความรุนแรงน้อยกับมาก – ปัจจัยแวดล้อม เช่น สภาพที่อยู่อาศัย ย่อมทำให้ผลการรักษาแตกต่างกันอย่างแน่นอน

วิธีการรักษาและผลการรักษาของโรคทางจิตเวชก็เช่นเดียวกันค่ะ

เนื่องจากทั้งปัจจัยทางสมอง(biological factors)และจิตสังคม(psychosocial factors)มีผลต่อการเกิดโรค ดังนั้นการรักษาด้วยยาและจิตบำบัดควบคู่กันไปจึงให้ผลที่ดีที่สุด

โรคที่ปัจจัยทางสมองมีผลมากกว่า เช่น โรคจิตเภท(Schizophrenia) โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว(Bipolar disorder) ยาคือกุญแจสำคัญในการรักษา แต่คนไข้จะยอมทานยา และทานต่อเนื่องโดยไม่หยุดยาเอง ก็ต่อเมื่อคนไข้มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ซึ่งก็ต้องอาศัยการพูดคุยกับแพทย์และการดูแลสนับสนุนจากคนรอบข้าง

ส่วนโรคทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ที่มักจะมีเหตุการณ์กระตุ้นให้เกิดความเครียด ทั้งยาและจิตบำบัดมีความสำคัญทั้งคู่ค่ะ โดยถ้าหากเป็นน้อยๆ หมออาจจะให้แค่ยาตัวช่วย เช่น ยาคลายกังวลนอนหลับ และพูดคุยเกี่ยวกับการปรับมุมมองและพฤติกรรม แต่ถ้าอาการมากถึงระดับหนึ่ง ก็ควรจะทานยาหลัก เช่น ยาต้านเศร้า(antidepressant) ค่ะ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาจะจำเป็น แต่ยาก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง หากทานยาต้านเศร้า แต่ว่าไม่แก้ปัญหาชีวิต ไม่จัดการความคิดความรู้สึกของตนเอง อาการก็คงจะดีขึ้นแค่ในระดับหนึ่ง

ถามว่าถ้าเช่นนั้นไม่ต้องทานยา ทำจิตบำบัดอย่างเดียวได้ไหม? … ก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่ใช่เคสที่อาการน้อยจริงๆจะยากมากค่ะ ทำให้ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนไข้ที่เศร้าหรือกังวลมากๆ ก็จะไม่มีสมาธิ เรียกว่าหมอพูดอะไรก็ไม่ค่อยเข้าหัว เพราะมันตื้ออื้อไปหมด หากไม่ทานยาช่วย ก็คงจะปรับความคิดกันลำบาก อีกอย่าง หมอคิดว่าก่อนหน้านี้ตัวคนไข้ก็เคยได้พูดคุยกับคนอื่นๆมาบ้างแล้ว พยายามทำใจมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลนัก … ถึงได้ตัดสินใจมาหาหมอ จริงไหมคะ

การที่คนไข้ทานยาร่วมกับทำจิตบำบัด (psychotherapy หรือที่ฝรั่งอาจเรียกว่า talking therapy) จะได้ผลดีที่สุดค่ะ ซึ่งจิตบำบัดนี้ก็มีหลายแบบ บางครั้งไม่ได้เป็นการพูดคุยโดยตรงแต่เป็นการปรับพฤติกรรมโดยมีหมอเป็นผู้แนะนำ เช่น การควบคุมลมหายใจ(breathing exercise)ในคนไข้โรคตื่นตระหนก(Panic disorder) หรือคนไข้กลุ่มโรควิตกกังวล , การงดการย้ำทำ ในโรคย้ำคิดย้ำทำ (Exposure and Response Prevention, ERP ใน Obsessive-Compulsive Disorder, OCD) รวมถึงการจัดสมดุลเรื่องงาน – เวลาส่วนตัว เป็นต้น

ซึ่งหากคนไข้ทานยา แต่ไม่ฝึกเรื่องเหล่านี้ ก็จะหายช้า หรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เหมือนกับคนไข้เบาหวานที่ทานยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ไม่คุมอาหาร ไม่ออกกำลังกายค่ะ

เมื่อหมออธิบายมาถึงจุดนี้ คนไข้ส่วนใหญ่ก็เข้าใจค่ะ

แต่…

“เข้าใจ” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “ยอมรับ”

หมอเข้าใจค่ะ เพราะการทานยา(โดยเฉพาะยาทางจิตเวช) มันมี “ความหมาย” มากกว่าการทานยา

หมอเจออยู่เรื่อยๆค่ะ ที่เมื่ออธิบายทุกอย่างไปหมดแล้ว คนไข้จำนวนไม่น้อยก็ยังคงพูดว่า

#มันหนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ/คะ?

อาจจะเหมือนกำปั้นทุบดิน ความจริงก็คือ หนัก .. “ในระดับที่ต้องใช้ยาช่วย” ค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าโคม่าแย่แล้ว เหมือนกับคนที่เป็นเบาหวาน ถ้าเป็นไม่มาก หมอก็จะแนะนำให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกายก่อน ซึ่งถ้าทำแล้วยังคุมไม่ได้ ก็จะต้องทานยาด้วย ถ้าหากยากินไม่ได้ผล ก็จะเปลี่ยนเป็นยาฉีด

สำหรับโรคทางจิตเวชก็เช่นกัน อาการบางระดับก็ควรต้องใช้ยาช่วย…เท่านั้นเองค่ะ

ความจริงอย่างหนึ่งคือ เราไม่ได้แข็งแรงเท่ากันตลอดเวลา ในบางช่วงร่างกายและจิตใจของเราก็ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน

#ตามความรู้สึกผมนะ ผมว่ามันยังไม่หนักขนาดต้องกินยา

คนไข้แต่ละคนอาจจะมี “ความคิดเห็น” แตกต่างกัน ตามทัศนคติและความเชื่อของตนเอง แต่หมอรักษาคนไข้ทุกคนตาม “ความเป็นจริง” ซึ่งก็คือหลักการแพทย์ค่ะ มันมีเหตุผล มีที่มาที่ไป และคนไข้ที่อยู่ในภาวะเดียวกันก็จะได้รับคำแนะนำเรื่องการรักษาด้วยหลักการเดียวกันทุกคน

#แล้วหนูควรทำยังไงดีคะ?

ถ้าถามว่า “ควร” ทำยังไง หมอก็ได้ตอบไปหมดแล้ว

หมอมั่นใจว่า ณ จุดนี้ ทุกคน “เข้าใจ” ค่ะ … แต่ “ไม่อยาก”

การที่คนเราจะตัดสินใจเลือกทำอะไร มันไม่ได้ขึ้นกับเหตุผลในเรื่องความถูกต้องเหมาะสม อะไรควรอะไรไม่ควรแต่เพียงอย่างเดียวหรอกค่ะ มันยังขึ้นกับความรู้สึกด้วย

คนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ทุกคน ไม่มีใครไม่รู้ว่ามันส่งผลเสีย แต่พวกเขาก็ยังใช้

ดังนั้น “ความอยาก” อาจจะเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด

หมอถามคนไข้ทุกคนที่ไม่อยากทานยา ว่าถ้าเขาเป็นเบาหวาน จะทานยาไหม

ทุกคนตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “ทานค่ะ/ครับ”

เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น?

ไม่มีใครอยากทานยาโดยไม่จำเป็น แต่เหตุผลพิเศษที่ทำให้หลายๆคนไม่อยากทานยาทางจิตเวช เพราะมันมี “ความหมาย” มากกว่าแค่การทานยาค่ะ

ยาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บอกว่าเขาไม่ “ปกติ” บอกว่าเขาอาการหนักและอาการที่หนักนี้เป็นอาการของโรคทางจิตเวช ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเพราะไม่มีความรู้

อันที่จริงแล้ว การที่เราเจ็บป่วย น่าจะถือเป็นเรื่องปกตินะคะ เพราะทุกคนล้วนอยู่ในวัฏจักรของการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย

ชัดเจนว่าการไม่สบายเป็น“ส่วนหนึ่ง”ของชีวิต ทุกคนต้องเป็น แล้วแต่ว่าใครจะเจอเข้ากับโรคอะไร

หากการมีโรคทางจิตเวชโรคทางสมอง ถือว่าไม่ปกติ

แล้วการมีโรคของอวัยวะหรือระบบอื่นๆ (ตา หู ปอด ตับ ไต หัวใจ ฯลฯ) นั้นถือว่าปกติอย่างไร?

หมอเพียงแค่เห็นว่ามันน่าเสียดายมากเลยค่ะ หากมุมมองบางอย่างของเรา จะเป็นตัวปิดกั้นโอกาสในการให้การรักษาที่ดีที่สุดกับตัวเอง

#ไม่กินยาได้ไหม?

คุณคงต้องถามตัวเองค่ะว่า “จุดประสงค์” ของคุณคืออะไร คือการหาย หรือการไม่ทานยา

ถ้ามันคือการหาย(หรือทุเลา) คุณก็ต้องทำสิ่งที่”ควร”ทำ แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณ”อยาก”ทำก็ตาม

แต่หากมันคือการไม่ทานยา คุณก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นให้ได้

เปรียบเทียบนะคะ ทุกคนก็อยากหุ่นดี โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย และยังกินของชอบแคลอรี่สูงได้ตามใจ

แต่ .. มันเป็นไปได้ไหม?

สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องเลือกเอาค่ะ ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร “มากกว่า” กัน

ถ้าอยากหุ่นดีมากกว่า ก็ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ต่อเนื่องหลายเดือน แม้มันอาจจะทรมาน แต่ก็มีสิ่งที่เราต้องการเป็นผลลัพธ์

แต่หากห้ามใจไม่กินไม่ไหว แถมเข็นตัวเองไปออกกำลังกายได้ไม่นานอีก ก็ต้องยอมรับรูปร่างของตัวเองที่จะเปลี่ยนแปลง

ยังไงอยากให้ผู้อ่านที่กำลังลังเลกับการทานยา หรือคิดจะหยุดยาเองก่อนกำหนด ลองค่อยๆทบทวนดูนะคะ ถึงหมอจะมีความรู้ด้านนี้ แต่หมอก็ทำได้เพียงแนะนำ

เพราะคนที่คุณ“ฟัง” และตัดสินใจเลือกทำตาม ก็คือตัวคุณเอง

ดังนั้น หาข้อมูลให้เพียงพอก่อน เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับตัวเองค่ะ

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

(ภาพประกอบจาก http://www.med.uottawa.ca/sim/data/Agent_Host_Environment_e.htm)

ใส่ความเห็น

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่3: คำถามที่พบบ่อย)

ในตอนนี้ หมอจะมาเก็บตกคำถามอื่นๆที่พบบ่อยนอกเหนือจากในตอนที่1และ2นะคะ

10. ต่อไปถ้าไม่กินยาแล้ว จะกลับมาแย่ (จิตตก/นอนไม่หลับ) เหมือนเดิมไหม?

โรคทางจิตเวชที่หายขาดได้ เมื่อรักษาครบระยะเวลาแล้ว ตอนที่หยุดใช้ยาคุณก็จะไม่มีอาการอะไร เพราะคุณหายดีแล้วค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ทุกโรคที่หายขาด มีบางโรคที่คนไข้ต้องทานยาเท่าที่จำเป็นต่อเนื่องในระยะยาว (เหมือนกับที่คนไข้เบาหวานที่ไม่ได้หายจากโรค แต่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการทานยาและปรับพฤติกรรม) เพราะสมองไม่สามารถปรับสมดุลของสารสื่อประสาทได้เอง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ยังไงลองถามจิตแพทย์ประจำตัวดูนะคะ ว่ากรณีของคุณต้องทานยานานแค่ไหน

11. ถ้าหายแล้ว จะมีสิทธิ์เป็นอีกไหม?

เป็นได้ค่ะ แต่ ก็ถือว่าเป็นคนละครั้งกัน เพราะคนเราเป็นโรคๆหนึ่งได้หลายครั้ง เช่น เป็นหวัดรอบนี้หายดีแล้ว ในอนาคตก็เป็นหวัดอีกได้

ซึ่งการรักษาโรครอบนี้ให้หายดี ก็เป็นการลดความเสี่ยงในการเป็นรอบต่อไปค่ะ

12. ทำไมสมาธิไม่ดี หลงๆลืมๆ เป็นเพราะยาหรือเปล่า?

อาการนี้ไม่ได้เป็นผลจากยาค่ะ แต่เป็นเพราะอาการของโรคเอง ที่ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ ไม่ได้หายดีเป็นปลิดทิ้งทุกอาการทันทีเมื่อเริ่มรักษา แต่เนื่องจากมีอาการอื่นที่หนักกว่าในตอนแรก คนไข้จึงไม่ได้ให้ความสนใจอาการนี้นัก

โดยส่วนใหญ่ คนไข้ที่มาหาหมอครั้งแรก มักจะมีอาการหลายอย่างและรุนแรง (เพราะถ้าไม่เป็นหนักจริงๆ คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่กล้ามาหาจิตแพทย์) เช่น ถ้าเป็นโรคซึมเศร้า ตอนแรกคนไข้อาจจะท้อแท้มาก ไม่อยากพูดคุยไม่อยากทำอะไรเลย ในหัวมีแต่ความคิดว่าไร้ทางออก อยากตายอยากหนีไปให้พ้นๆ ต่อเมื่อรักษาแล้วอาการดีขึ้นบ้าง ไม่ร้องไห้บ่อยๆเหมือนเดิม เริ่มมีความสนใจอยากทำนู่นทำนี่ ก็เลยพบว่าสมาธิ ความคิดความจำ ไม่เฉียบแหลมเหมือนแต่ก่อน

แต่ก็มีอยู่เรื่อยๆนะคะ ที่คนไข้มาหาหมอด้วยเรื่องความจำไม่ดีเป็นปัญหาสำคัญเลย ซึ่งถ้าไม่ได้มีโรคทางสมองอย่างอื่นแล้วล่ะก็ เชื่อขนมกินได้เลยว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความเครียดเรื้อรัง โดยเฉพาะในคนอายุน้อยๆที่ยังอยู่ในวัยเรียนวัยทำงาน

13. กินยานอนหลับทุกวัน เป็นอันตรายไหม

ไม่ค่ะ ถ้าใช้โดยมีจิตแพทย์เป็นผู้ดูแล เพราะแสดงว่าคุณมีข้อบ่งชี้(เหตุผล)ในการใช้ และไม่ได้ใช้มากเกินความจำเป็น

ที่ต้องเน้นว่าควรเป็นจิตแพทย์ เพราะแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นก็จะไม่รู้ลึกเกี่ยวกับทั้งโรคและยาทางนี้ (เช่นเดียวกันกับที่หมอเองก็ไม่คล่องในแขนงอื่น) ยาที่เขาเลือกให้ก็อาจจะไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าเป็นจิตแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงก็อาจจะเลือกตัวอื่นที่เหมาะสมกว่าให้ค่ะ

ที่น่าเป็นห่วง คือ คนที่ซื้อยาทานเอง ทั้งจากร้านขายยาและคลินิกที่ไม่ได้มีจิตแพทย์ แล้วก็กลัวว่าจะติดยานอนหลับ จึงทานบ้างไม่ทานบ้าง หากทานก็จะสลับไปมาหลายชนิด ครึ่งเม็ดบ้างหนึ่งเม็ดบ้าง ผลคือ ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด เสี่ยงต่อการติดยานอนหลับเพราะซื้อกินเองปรับเอง หนำซ้ำบ่อยครั้งที่ได้รับยาชนิดที่มีผลข้างเคียงที่อันตรายอย่าง anterograde amnesia (จำเหตุการณ์หลังทานยาไม่ได้) เช่น Midazolam (Dormicum), Flunitrazepam (Rohypnol) ซึ่งส่วนตัวหมอเองไม่เคยเลือกใช้สองตัวนี้เลยค่ะ

14. กลัวผลข้างเคียง ไม่ทานยาได้ไหม?

คนไข้บางคนมาหาหมอหลังจากที่เคยไปหาจิตแพทย์ท่านอื่นมาก่อน จึงได้ยาหลัก(ยาต้านเศร้า / ยาต้านโรคจิต / ยาทำให้อารมณ์คงที่)มาแล้ว แต่ไม่กล้าทาน เพราะอ่านข้อมูลแล้วกลัวผลข้างเคียง

ความจริงก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแต่มีผลข้างเคียงค่ะ แต่ถ้าคิดว่าทุกอย่างที่ “เป็นไปได้” นั้นจะเกิดกับเราทั้งหมด ก็คงจะไม่สบายใจมากและไม่กล้ากินยาอะไรเลยเป็นแน่

ความจริงอีกด้านก็คือ ผลข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทุกคน , ผลข้างเคียงมีตั้งแต่เล็กน้อย-ปานกลาง-รุนแรง , ผลข้างเคียงที่รุนแรงมักมีโอกาสเกิดน้อยมากๆ บางอย่างน้อยขนาด1ใน1,000หรือ1ใน10,000  เท่านั้น เรียกว่า เผลอๆการทานอาหารไม่สะอาดอาจจะมีโอกาสท้องเสียมากกว่าซะอีก

สิ่งสำคัญก็คือ การชั่งน้ำหนักระหว่าง “ผลการรักษา” กับ “ผลข้างเคียง” ค่ะ ว่าคุ้มกันหรือไม่ กรณีที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงอย่างระมัดระวังก็คือหญิงตั้งครรภ์ แต่สำหรับคนทั่วไป อย่างไรผลการรักษาก็มากกว่าผลข้างเคียงค่ะ ซึ่งหากมีผลข้างเคียงก็ควรปรึกษาแพทย์ อย่าเพิ่งรีบหยุดยาเองนะคะ เพราะผลข้างเคียงส่วนมากไม่รุนแรงและจะเป็นแค่ช่วงไม่กี่วันที่เริ่มทานยาหรือปรับขนาดยา(ไม่ว่าเพิ่มหรือลด) พอร่างกายปรับตัวได้แล้วก็จะหายไป หรือ อาจจะเป็นอาการของโรคอื่นที่เป็นซ้อนขึ้นมาในช่วงนั้นพอดี ไม่ได้เกี่ยวกับยา ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเป็นผลข้างเคียงจากยาที่คนไข้ไม่สามารถทนได้ เช่น คลื่นไส้อย่างรุนแรง หมอก็จะพิจารณาเปลี่ยนชนิดยาค่ะ

15. กินวิตามินแทน จะรักษาได้หรือเปล่า?

โรคทางจิตเวชไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามิน ดังนั้นการทานวิตามินย่อมไม่ใช่วิธีรักษา แต่หากจะทานเสริมก็ไม่ว่ากันค่ะ เพราะไม่ได้เกิดผลเสีย

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ใส่ความเห็น

ยาบ้า ยาอี ยาม้า เหมือนกันหรือต่างกันตรงไหน

ยาบ้า ยาอี ยาม้า เหมือนกันหรือต่างกันตรงไหนคะ ยาพวกนี้มามีส่วนทำอะไรในร่างกายหรือจิตใจเราคะจึงทำให้เราติดมัน ?

คำตอบ โดย นายแพทย์ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง

ยาบ้า หรือ ยาม้า เป็นชื่อสารเสพติดชนิดเดียวกัน คือ สารแอมเฟตามีน (Amphetamine) จัดเป็นสารกระตุ้นประสาท โดยออกฤทธิ์กระตุ้นสมองชั้นในหรือสมองส่วนอยาก (Limbic system) ซึ่งประกอบด้วยศูนย์พึงพอใจ ศูนย์ควบคุมอารมณ์ & พฤติกรรม ศูนย์ความอิ่ม ทำให้ผู้เสพมีความสุข สนุกสนาน ขยันขันแข็ง มีกำลังวังชา ไม่อยากอาหารแบบอิ่มทิพย์ นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ถ้าเสพมากหรือติดต่อกันจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย มีอาการทางจิต หวาดระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน และอาจมีอารมณ์ซึมเศร้าฆ่าตัวตายได้ เดิมยาบ้าตั้งแต่สังเคราะห์ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน เมื่อ คศ.1887 เป็นต้นมา ได้ถูกผลิตเป็นยาดม ยาเม็ดกิน จนมีการใช้ฉีดเข้าเส้น และล่าสุดทำเป็นก้อนผลึก จุดไฟอบสูบควัน ยาบ้าเคยใช้เป็นยารักษาโรคดอ้วน โรคหลับผิดปกติ และโรคซนในเด็ก แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว

ส่วนยาอี มาจากคำว่า Ecstasy ซึ่งแปลว่าสนุกสนานเบิกบานใจอย่างยิ่ง เป็นน้องของยาบ้าอีกที เพราะสังเคราะห์หลังยาบ้า 1 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น มีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกัน คือ เมทแอมเฟตามีน (Mathamphetamine) แต่มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่า คือ นอกจากมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทแล้วยังมีฤทธิ์หลอนประสาทด้วย (psychedelic) กล่าวคือ ทำให้กล้ามเนื้ออยู่ไม่สุก ต้องเคลื่อนไหว เต้นรำ รู้สึกรักใคร่กลมเกลียวเหมือนพี่เหมือนน้อง รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ต้องการเปิดเผยความในใจ มีส่วนรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น เป็นยาแห่งความรัก และการรับรู้ทางอายตนะสัมผัสพิศดาร จึงมักใช้ในงานปาร์ตี้ต่างๆ

ทั้งยาบ้าและยาอีจะไปจับกับตัวรับ (receptors) ของสมองชั้นในหรือสมองส่วนนอก จนในที่สุดจะครอบงำสมองชั้นนอกหรือสมองส่วนเหตุผล (cerebral cortex) ทำให้ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ เข้าสู่กระบวนการเสพติดยา กล่าวคือ ตัวกระตุ้น –> ความคิด –> ความอยากยา –> การเสพยา ส่วนกระบวนการเสพติดยานั้นอธิบายด้วยทฤษฎีการเรียนรู้ กล่าวคือ

ยา —–> อาการทางร่างกาย&จิตใจ (อยากยา)

ยา + สิ่งที่เกี่ยวข้องกับยา (ตัวกระตุ้น) —> อยากยา

ตัวกระตุ้น —> อยากยา

และเมื่อเสพติดยาแล้ว พอหยุดเสพจะเกิดอาการอยากยา ทนทุกข์ทรมานคล้ายลงแดง จึงหายามาเสพอีก วนเวียนไม่รู้จบ

9 ความเห็น

ยาทางจิต กินแล้วติดไหม? (ตอนที่2: ยาคลายกังวล/นอนหลับ)

ในตอนที่1 หมอได้พูดถึงยาหลักไปแล้ว ตอนที่2นี้ หมอจะมาเล่าเกี่ยวกับยาตัวช่วยให้ฟังค่ะ ซึ่งแม้จะไม่ใช่พระเอกนางเอก แต่ก็ต้องยอมรับว่า”เพื่อนสนิทของตัวเอก”นี้ก็มีบทบาทไม่น้อยเลยทีเดียว

อาการหนึ่งที่พบค่อนข้างบ่อยในโรคทางจิตเวช ก็คืออาการนอนไม่หลับ หมออยากเน้นว่าคำว่า”อาการ” เพราะว่าการนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่”โรค” แต่เป็น”อาการหนึ่งของโรค”บางอย่าง ซึ่งหากไม่ใช่สาเหตุทางร่างกาย เช่น ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับ(Obstructive Sleep Apnea , OSA) ภาวะสับสน(delirium ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ) เป็นต้น แล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยของคนไข้ที่หมอเคยเจอมีสาเหตุทางจิตใจหรือโรคทางจิตเวชทั้งสิ้น

เราทุกคนคงเคยเป็นใช่ไหมคะ กังวลเพราะพรุ่งนี้จะสอบแต่ยังไม่พร้อมก็นอนไม่หลับ กลุ้มใจกับปัญหาที่คิดไม่ตก เศร้าเสียใจเพราะเพิ่งอกหัก ห่วงลูกหลาน รำคาญพี่น้อง … ก็นอนไม่หลับ

ภาวะอารมณ์มีผลกับการนอนมาก ซึ่งถ้านอนไม่หลับแค่วันสองวันเราก็คงไม่เดือดร้อน แต่ความเครียดเรื้อรังที่ทำให้นอนไม่หลับต่อเนื่อง มักจะเป็นสิ่งที่พาให้คนไข้มาปรึกษาหมอ ซึ่งหมอที่จะช่วยดูแลเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือจิตแพทย์ค่ะ … เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น ข้อหนึ่งก็เพราะอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากจิตใจหรือโรคทางจิตเวชนั่นเอง ตรงไปตรงมา

อาการนอนไม่หลับนั้นมีหลายลักษณะ ตั้งแต่เข้านอนแล้วข่มตาหลับยาก , หลับๆตื่นๆ , ตื่นกลางดึกเป็นชั่วโมงจึงหลับต่อ , ตื่นเร็วกว่าที่อยากตื่นแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือตาหลับแต่ใจไม่หลับทำให้ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น

หลังจากวินิจฉัยว่าอะไรคือสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ และให้ยาหลัก(ดังกล่าวในตอนที่1)หากจำเป็นแล้ว หมอจะให้ยาตัวช่วยไปด้วย เพราะยาหลักต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์จึงออกฤทธิ์ ในระหว่างนี้คนไข้จะได้นอนหลับพักผ่อนได้ โดยยาที่หมอใช้บ่อยๆมีสองกลุ่มค่ะ ดังนี้

1. ยาคลายกังวล (Anxiolytic) ได้แก่ ยากลุ่ม Benzodiazepine เช่น Lorazepam(Ativan) , Clorazepate(Tranxene) , Diazepam(Valium) , Clonazepam(Rivotril) เป็นต้น เหมาะสำหรับคนที่ใช้เวลานานจึงหลับ

2. ยาต้านเศร้า (Antidepressant) เช่น Nortriptyline(Nortrilen) , Trazodone(Desirel) เป็นต้น เหมาะกับคนที่หลับๆตื่นๆ สำหรับยากลุ่มนี้ คนไข้ที่ได้รับยาต้านเศร้าเป็นยาหลักอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่ายาซ้ำซ้อนกัน เพราะขนาดยาที่ใช้เพื่อช่วยเรื่องการนอนถือว่าต่ำมาก เช่น Nortriptyline 25mg , Trazodone 50mg แตกต่างจากขนาดที่ใช้เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า คือ Nortriptyline อย่างน้อย 75mg/วัน , Trazodone อย่างน้อย 300mg/วัน

บางคนอาจจะได้ยาตัวช่วยทั้งสองกลุ่มเนื่องจากทั้งหลับยากและหลับๆตื่นๆ โดยทั่วไปเมื่อโรคดีขึ้นแล้ว อาการนอนไม่หลับก็จะดีขึ้นตาม ความจำเป็นต้องใช้ยาตัวช่วยนี้ก็น้อยลง หมอก็จะค่อยๆลดยาจนหยุดไปได้ในที่สุด และเหลือแต่ยาหลักที่ต้องทานให้ครบระยะเวลา(course)การรักษา

มาถึงคำถามต่อจากตอนที่1นะคะ

6. ยานอนหลับกับยาคลายเครียดเหมือนกันหรือไม่?

ยากลุ่ม Benzodiazepine มีฤทธิ์หลายอย่าง ได้แก่ ฤทธิ์คลายกังวล, ฤทธิ์ทำให้ง่วง, ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ และ ฤทธิ์กันชัก ที่สำคัญก็คือฤทธิ์คลายกังวลและฤทธิ์ทำให้ง่วง โดยแต่ละตัวละมีฤทธิ์แต่ละอย่างมากน้อยไม่เท่ากัน ระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้นยาวต่างกัน หมอจะเลือกตัวที่เหมาะกับความรุนแรงของอาการกังวลและอาการนอนไม่หลับของแต่ละคนค่ะ ซึ่งยาที่หมอใช้บ่อยๆก็คือสี่ตัวดังกล่าวข้างต้น

ส่วนคนไข้บางกลุ่มไปร้านขายยาก่อนมาพบแพทย์ บอกคนขายว่านอนไม่หลับแล้วอาจจะได้ยาต้านเศร้าขนาดต่ำๆ เช่น Amitriptyline 10mg มาทาน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นการใช้ยาที่มีผลข้างเคียงที่เราต้องการ (favorable side effects) นั่นเอง แต่การอธิบายในส่วนนี้อาจจะเข้าใจยากสักหน่อย บางคนจึงเรียกง่ายๆว่ายาคลายเครียด บางครั้งคนไข้ก็ได้ยาไม่ทราบชื่อมา ซึ่งตรงนี้หมอว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงนะคะ เราควรรู้ว่าเราทานยาชื่ออะไร เพราะอะไร(ข้อบ่งชี้คืออะไร) และได้จากแพทย์ที่มีความรู้เพียงพอในการวินิจฉัยโรคและการใช้ยานั้นๆ

7. ต้องทานยาคลายกังวล/นอนหลับนานแค่ไหน? จะติดยาหรือเปล่า?

นานแค่เท่าที่จำเป็นค่ะ เพราะมันเป็นยาตัวช่วย

หลายคนมาหาหมอเพราะอยากได้ยานอนหลับ แต่พอได้ไปแล้วก็ไม่ค่อยกล้าใช้เพราะกลัวว่าจะติด สองจิตสองใจเพราะคนที่บ้าน(ซึ่งไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์)ก็เตือนว่าเดี๋ยวติดนะ ก็เลยกินบ้างไม่กินบ้างหรือกินแค่ครึ่งเดียวของที่หมอแนะนำ

ความเป็นจริงคือ ยากลุ่ม Benzodiazepine นอกจากมีฤทธิ์สี่อย่างดังกล่าวแล้ว ก็อาจเสพติดได้หากคุณใช้อย่างไม่ถูกต้อง คือ ใช้ทั้งๆที่ไม่จำเป็น และปรับขนาดยามากขึ้นตามความอยาก แบบคนที่ใช้ยาเสพติดนั่นเอง (ไม่มีความจำเป็นต้องใช้บุหรี่/เหล้า ฯลฯ แต่ก็ใช้ และใช้มากขึ้นเรื่อยๆ)

แต่ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้เช่นนี้และใช้เท่าที่แพทย์แนะนำ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะติดค่ะ

หมอแนะนำว่า ในช่วงแรกนี้ ถ้าทานแค่ไหนแล้วหลับพอดีก็ทานเท่านั้นทุกวันค่ะ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วหมอจะปรับลดยาให้เอง เพราะมิเช่นนั้นร่างกายก็จะงงว่าวันนี้มันจะมีตัวช่วยแค่ไหน และคุณเองก็จะกังวลว่าถ้าวันนี้ไม่กิน แล้วจะหลับหรือเปล่า

การทานยาคลายกังวลในขนาดเดิมทุกวัน แล้วปรับลดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะทำให้ลดยาได้ง่ายและราบรื่นกว่ามากเลยค่ะ

ปัญหาหนึ่งที่หมอพบบ่อยๆ ก็คือคนไข้บางคนเคยได้ยา Alprazolam(Xanax) ก่อนจะมาพบจิตแพทย์ แล้วก็ยังคงนอนไม่หลับหรือดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า Alprazolamเป็นBenzodiazepineที่ออกฤทธิ์สั้นและไม่ได้ง่วงมากนัก บวกกับการที่ไม่ได้รับยาหลักรักษาสาเหตุของโรค

ที่แย่กว่านั้นก็คือ ด้วยความที่มันออกฤทธิ์เร็วและสั้น จึงมีโอกาสติดง่ายกว่ายาตัวอื่นๆหากใช้ผิดวิธี และเมื่อคนไข้ทานแล้วก็ยังนอนไม่ค่อยหลับ ก็จะกังวลมากขึ้นไปอีกว่าขนาดทานยานอนหลับแล้วยังไม่หลับ ก็ปรับยาเองมากขึ้นเรื่อยๆจนติดในที่สุด

ยาAlprazolamนี้ หมอเอาไว้ใช้เฉพาะกับรายที่มีอาการpanic attack(ตามเกณฑ์การวินิจฉัยนะคะ ไม่ใช่panicที่เป็นภาษาอังกฤษทั่วไป) ซึ่งหมอให้คนไข้ใช้เพียง0.25mgก็เพียงพอที่จะควบคุมอาการแล้ว แต่หมอกลับเจอบ่อยๆว่า คนไข้ใช้ยา1mgหรือมากกว่านั้นเพื่อช่วยให้หลับ ซึ่งหมอที่จ่ายยานี้โดยส่วนใหญ่จะไม่ใช่จิตแพทย์ค่ะ เนื่องจากไม่ใช่สาขาที่เชี่ยวชาญจึงไม่รู้ในรายละเอียดของความแตกต่างระหว่างยากลุ่ม Benzodiazepine แต่ละตัว

และนี่ก็คือเหตุผลข้อสองว่าเพราะอะไรหากนอนไม่หลับจึงควรพบจิตแพทย์

8. ยามีผลข้างเคียงไหม?

อาจจะมีอาการง่วงค้างในตอนเช้า บางตัวที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อมาก เช่น Clonazepam ก็ต้องระวังในผู้สูงอายุ เพราะอาจหกล้มได้ค่ะ

อนึ่ง ในตอนแรกที่อาการยังเยอะ เช่น วิตกกังวล กระสับกระส่ายมากๆ บางคนถึงขั้นนั่งไม่ติด หมออาจให้ยาขนาดสูงสักหน่อย ซึ่งเมื่ออาการบรรเทาแล้ว ยาขนาดเดิมจึงกลายเป็นว่ามากเกินไป จากที่ผ่อนคลายกำลังดีก็กลายเป็นง่วง ดังนั้นหมอจึงต้องนัดเป็นระยะๆเพื่อดูอาการและปรับยาให้เหมาะสมค่ะ

9. ถ้าไม่อยากทานยา จะทำอย่างไรให้นอนหลับ?

ไม่ว่าจะทานยาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ต้องทำก็คือสุขนิสัยในการนอนและการออกกำลังกาย โดยมีหลักการง่ายๆดังนี้ค่ะ

ช่วงเช้า-เย็น

- ไม่งีบ ทำกิจวัตรเหมือนเดิม แม้ว่าจะง่วง (แต่อย่าฝืนขับรถนะคะ)

- ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีนและไม่สูบบุหรี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายเพราะคาเฟอีนและนิโคตินมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง

- ไม่ทำกิจกรรมอื่นๆที่ไม่ใช่การนอนหรือกิจกรรมทางเพศบนเตียง เพราะเราต้องการให้ร่างกายเคยชินว่า เมื่ออยู่บนเตียงนอนเราจะหลับ

- ออกกำลังกายอย่างน้อย30นาที อย่างน้อย3-4ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยทั้งอารมณ์และการนอน แต่ไม่ควรใกล้เวลาเข้านอนเกินไป เพราะอุณหภูมิร่างกายที่สูงจะทำให้หลับยาก

ช่วงก่อนนอน

- ไม่อิ่มหรือไม่หิวเกินไป ไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ว่านมอุ่นๆช่วยให้หลับดีขึ้น

- แต่มีข้อมูลชัดเจนว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียต่อการนอนหลับ แม้ว่าจะทำให้รู้สึกง่วงเร็วขึ้นในช่วงแรกก็ตาม ถ้าหากแอลกอฮอล์ดีต่อการหลับจริง หลังดื่มหนักก็คงไม่แฮงค์ตอนเช้าหรอก จริงไหมคะ และแอลกอฮอล์เองก็เสริมฤทธิ์ของยานอนหลับ ทำให้1+1มากกว่า2

- มีเวลาสัก20-30นาทีในการพักผ่อนสมอง (อาจนับหลังจากทานยาก่อนนอน) เช่นเดียวกับที่เราต้องcool downหลังจากออกกำลังกาย ในช่วงนี้อาจจะอ่านหนังสือหรือฟังเพลงเบาๆ แต่อย่าฟัง อ่าน หรือดูอะไรที่สนุกหรือเร้าอารมณ์มาก รวมถึงการพูดคุยถกเถียงและการใช้social networkด้วยค่ะ

- หากทำงานค้างอยู่ ให้บอกตัวเองว่าขณะนี้ทำถึงตรงไหน ตอนนี้ต้องพักแล้ว พรุ่งนี้จะทำต่อ บอกตัวเองให้ชัดเจน การเขียนจะช่วยให้การวางแผนชัดเจนขึ้นค่ะ

- เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง เพราะเราต้องการให้ร่างกายเคยชินว่า เมื่ออยู่บนเตียงนอนเราจะหลับ

ช่วงนอน

- เมื่อล้มตัวลงนอนแล้ว ไม่ดูนาฬิกาอีก วางมันไว้ในที่ๆคุณมองไม่เห็น แต่จะได้ยินเมื่อมันปลุกคุณตอนเช้า เพราะการดูนาฬิกามีแต่จะทำให้คุณคิดว่า นี่มันนานเท่าไหร่แล้วนะ , ตายแล้ว ดึกขนาดนี้ยังไม่หลับอีก , เหลือเวลาอีกไม่นานฉันก็ต้องตื่นแล้วสิ ฯลฯ ซึ่งไม่ช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้น หนำซ้ำจะทำให้หลับยากกว่าเดิม

- ในระหว่างที่ยังไม่หลับ อาจผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือควบคุมลมหายใจเพื่อลดความคิดฟุ้งซ่าน

- ไม่พยายามหลับ เพราะการหลับไม่ใช่สิ่งที่สั่งหรือบังคับกันได้ การนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่ทรมานก็จริง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นอันตรายในตัวมันเอง ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าเราจะต้องหลับให้ได้ หลายคนสังเกตว่าช่วงกลางวันมีเผลอหลับบ้างหรือผล็อยหลับไปง่ายๆ นั่นก็เพราะไม่มีความกดดันนั่นเอง

- ถ้าหากประมาณ20-30นาทีแล้วยังไม่หลับ (กะเอานะคะ เพราะเราจะไม่ดูนาฬิกา) ให้ลุกออกจากเตียงมาทำอะไรเบาๆ เช่น ฟังเพลงบรรเลงสบายๆ แล้วจึงค่อยกลับมานอนอีกครั้งเมื่อรู้สึกง่วง

ในช่วงแรกๆอาจจะไม่ชินกับนิสัยการนอนแบบนี้ ตอนกลางคืนก็ต้องลุกไปลุกมาหลายครั้ง แต่หากอดทนและมีวินัยต่อไปสักระยะ ก็จะสามารถหลับได้โดยพึ่งยาน้อยลงๆ แถมยังได้อะไรดีๆอีกหลายอย่างจากการออกกำลังกาย ไม่ว่าสุขภาพที่ดีขึ้น อารมณ์ที่แจ่มใส และอาจจะได้เพื่อนใหม่ด้วยค่ะ

บทความโดย พญ.พาพร เลาหวิรภาพ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 39 other followers

%d bloggers like this: